เกริ่นนำ

เป็นประสบการณ์ในต่างแดน อีกครั้งหนึ่ง ที่ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปอย่างไม่คาดฝัน เพราะแทนที่จะไปแบบนักท่องเที่ยว กลับกลายเป็นว่าร่วมไปกับนักศึกษาปริญญาโท ที่มีโครงการศึกษาดูงานประเทศเกาหลีใต้ หรือที่เราเรียกว่า สาธารณรัฐเกาหลี (Republic of Korea) ดังนั้น จึงเป็นคณะเดียวกันโดยปริยาย โปรแกรมการเดินทางเป็นอย่างไร จึงไม่สามารถที่จะใช้เวลาเป็นส่วนตัวได้ ก็ดีไปอีกแบบหนึ่ง เพราะมีเพื่อนร่วมเดินทางถึง 60 คน นักศึกษาที่ไปในโครงการครั้งนี้ ก็เป็นนักศึกษาปริญญาโทรุ่นน้องในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ผู้ประสานงานนักศึกษา เป็นผู้ที่คุ้นเคยกันมาก่อน (ดร.ยุภาพร ทวยจันทร์) และอีกท่านหนึ่ง อาจารย์ ดร.เชษฐา โพธิ์ประทับ พร้อมลูกสาว ท่านไปในฐานะผู้ร่วมเดินทางเช่นเดียวกัน แต่เมื่อเดินทางแล้ว ผู้เขียนจึงทราบว่า เป็นผู้ที่มีอายุสูงสุดในคณะ ถัดมาก็ ดร.เก็จมณี และท่าน ดร.เชษฐา ทั้งสามคน เลยกลายเป็นผู้ใหญ่ในคณะ และทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะโดยปริยาย

        เวลาเป็นส่วนตัวของทุกๆคน แต่เวลาที่เคลื่อนไปข้างหน้าของแต่ละคน ใครจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์อย่างไร ย่อมขึ้นอยู่กับตัวเอง ผู้เขียนได้เตรียมกล้องดิจิตอลสำหรับบันทึกภาพนิ่ง และมีกระดาษ ปากกา สำหรับจดบันทึกเรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆ ในการเดินทาง ซึ่งปฏิบัติมาเป็นประจำอยู่แล้ว คราวนี้ก็เช่นเดียวกัน ผู้เขียน จะไม่ยอมให้เกิดความหลงลืมโดยคิดว่า จำได้โดยเด็ดขาด เพราะเคยมีประสบการณ์หลายครั้ง ที่บันทึกภาพไว้ แล้วจำไม่ได้ว่าที่ไหน เมื่อไร อย่างไร พอจะนำภาพมาประกอบการเขียน ต้องกลับไปทบทวนจนบางครั้ง ต้องตัดส่วนประกอบนั้นทิ้งไป ทำให้การเขียนชะงัก ขาดตอนไม่ต่อเนื่อง ดังนั้นจึงต้องบันทึกตลอดเวลา ซึ่งกำหนดวันที่ เวลา สถานที่ เหตุการณ์ ให้ละเอียด นี่คือการปฏิบัติเป็นประจำของผู้เขียน 

      เป็นการเขียนเล่าเรื่องการเดินทางประกอบภาพถ่ายบางส่วน ได้เสริมความรู้ทางวิชาการบ้างเล็กน้อย เพื่อเป็นแนวทางศึกษาเพิ่มเติม ให้เหมาะสมกับการศึกษาดูงานของนักศึกษา ผู้เขียนเห็นว่า น่าจะเกิดประโยชน์ทั้งด้านความรู้ ความบันเทิง แก่บุคคลที่สนใจในการอ่าน ได้บ้างตามสมควร ภาพที่เกี่ยวข้องทั้งหมดส่วนใหญ่บันทึกจากเหตุการณ์จริง มีเพียงบางส่วนเล็กน้อยเป็นภาพ ประกอบและเนื้อหา จากแหล่งค้นคว้าทางเว็บไซต์ ซึ่งมิได้เจตนาล่วงละเมิดลิขสิทธิ์ทางธุรกิจใดใด โดยถือว่าเป็นบันทึกการเดินทางเพื่อการศึกษา เท่านั้น

                                                       สุรเดช  พระลับรักษา

                                                         6 มีนาคม 2556

บันทึกตอนที่ 1

1. ชีวิตกับการเดินทาง

          ว่างเว้นจากการเดินทางไปต่างประเทศเสียนาน ทำให้เกิดความคิดว่าอายุก็มากแล้ว สังขารก็ร่วงโรยไปตามกาลเวลาและวัย ความแข็งแรง ความกระปรี้กระเปร่าก็ลดน้อยถอยลง  การเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ แม้จะไม่ครบทุกภาคของประเทศไทย แต่ในขณะที่ยังคงรับราชการอยู่ ได้เคยขึ้นเหนือ ล่องใต้ ไปสายตะวันออกและภาคกลางมากพอสมควร บัดนี้ แม้จะมีบางแห่งที่เกิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆขึ้นมา ก็ยังอดใจรอ และตั้งใจว่า ถ้ามีโอกาสและความพร้อม จะหากลุ่มหรือคณะไม่เกิน 20 คน ซึ่งเป็นญาติพี่น้อง ลูกหลานหรือเพื่อนผู้สูงวัย ส่วนใหญ่จะเป็นข้าราชการบำนาญ ที่เคยเป็นผู้บริหารและคุ้นเคยกัน รุ่นน้องใกล้เกษียณ อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งสามารถรวมกลุ่มกันได้ เพื่อความสะดวก สบาย อาจจะใช้รถตู้บริการสัก 2 คัน อยากจะพัก อยากจะชม อยากจะศึกษา ณ ที่ใดใด หรืออยากจะกินอะไร ก็เป็นความสะดวกสบายส่วนตัว เป็นการเดินทางที่ไม่รีบเร่ง ซึ่งสามารถพักผ่อนและท่องเที่ยวไปในตัวได้ ใช้เวลาใน Weekend หรือวันหยุดยาว สำหรับลูกหลานที่ยังคงทำงานหรือรับราชการอยู่ แบบนี้น่าจะลงตัวนะ

        วันนั้น ก็พอดีได้มีท่านที่คุ้นเคยสนิทสนม ให้ความเคารพนับถือกันมานาน โทร.มาชวน บอกว่า ทางศูนย์การเรียนของนักศึกษาปริญญาโท โรงเรียนเทศบาล 6 จังหวัดอุดรธานี มีโครงการเดินทาง เพื่อศึกษาดูงานด้านการศึกษาต่างประเทศ ที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี (Republic of Korea) ไปกับ บริษัท Annie Tour & Travel ระหว่าง วันที่ 15 – 19 กุมภาพันธ์ 2556 ยังขาดผู้ใหญ่ที่จะร่วมเดินทางไปด้วย อยากขอเชิญไปด้วยกัน ผมก็เลยขอเวลาตัดสินใจ และตรวจสภาพร่างกายของตัวเองเสียก่อน ศึกษาข้อมูลและโปรแกรมการเดินทางในระหว่างการรอตัดสินใจ

        ผมรู้จักกับคุณชนนิกานต์ (Annie) ซึ่งเป็นเจ้าของทัวร์ เมื่อครั้งที่เดินทางไปศึกษาดูงานที่ประเทศมาเลเซีย-สิงคโปร์ เห็นว่าเป็นผู้มีอัธยาศัยดี มีความรับผิดชอบสูง บริการคณะที่ร่วมเดินทางเป็นอย่างดี ให้ความเอาใจใส่ต่อสมาชิกทุกคน ทั้งด้านการติดต่อเดินทาง ที่พัก อาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ตลอดจนการให้ข้อมูลของ Guide การทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานในต่างประเทศ การบริการสมาชิก ในการ Shopping เหล่านี้ ในที่สุด ผมก็ตัดสินใจพร้อมที่จะเดินทางร่วมไปกับคณะนักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ศูนย์การเรียนโรงเรียนเทศบาล 6 จังหวัดอุดรธานี จำนวน 60 คน อีกครั้งหนึ่ง โดยคิดว่าน่าจะได้รับประโยชน์ในการเดินทางครั้งนี้มากพอสมควร เพิ่มประสบการณ์ในต่างประเทศ เป้าหมายมิได้เพียงการท่องเที่ยวอย่างเดียว เพราะผมเองก็เคยปฏิบัติราชการเป็นผู้บริหารการศึกษา อยู่ในแวดวงการศึกษา มาเป็นเวลานาน จึงสนใจที่จะแสวงหาความรู้ในการบริหารงานการศึกษาของเกาหลี ว่าระบบการศึกษานโยบาย วัตถุประสงค์และเป้าหมาย แตกต่างกับประเทศไทยอย่างไรบ้าง เลยเหมารวมเอาว่าเป็นโชคดีของเรา ที่ได้มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นก็ส่งมอบ Passport เพื่อให้ผู้มีหน้าที่ดำเนินการตามกระบวนการและขั้นตอน ต่อไป

 2. เตรียมตัวให้พร้อมก่อนเดินทาง

        การเดินทางไปประเทศสาธารณรัฐเกาหลี(Republic of Korea) คราวนี้ ค่อนข้างที่จะต้องเตรียมตัวมากพอสมควรในหลายประการด้วยกัน อาทิ เรื่องของสุขภาพร่างกาย ปกติแล้วก็เจ็บปวดที่กระดูกสะโพกและข้อเข่า ข้อเท้าเป็นประจำ ต้องใช้เวลาพักผ่อน ผ่อนคลาย ใช้น้ำมันและยานวดสม่ำเสมอมิได้ขาด เรื่องของวัย การเดินทางจะต้องมีสภาพคล่องตัว กระฉับกระเฉง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การไปกับคณะจำนวนมากซึ่งอยู่ในวัยที่คล่องตัวกว่าเรา ต้องก้าวให้ทัน ไปให้ทันมิให้เกิดปัญหาในการรอ ยิ่งต้องปรับเปลี่ยนการใช้พาหนะในการเดินทางบางช่วงบางตอนในต่างประเทศ เช่น รถไฟฟ้า เรือเฟอร์รีข้ามฟาก รถใต้ดิน ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีสูง จำเป็นต้องช่วยตัวเองให้มาก ความแข็งแรงและความสมบูรณ์ของร่างกาย จึงเป็นตัวช่วยอย่างดีที่สุดในการเดินทาง อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของอากาศ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อร่างกายค่อนข้างมากเช่นกัน นั่นก็คือ ที่ประเทศไทยในช่วงกลาง เดือนกุมภาพันธ์ อากาศเริ่มเปลี่ยนย่างเข้าสู่ฤดูร้อน เริ่มอบอ้าว อุณหภูมิ 28,29,30 องศาเซลเซียสup ต้องใช้เสื้อผ้าแบบบางเบา ในขณะเดียวกัน เดือนกุมภาพันธ์ของเกาหลี อยู่ในช่วงฤดูหนาว อุณหภูมิปกติ 10-15 องศาเซลเซียส แต่ก็อาจจะเจอวันที่มีหิมะตก หนาวจัดอุณหภูมิติดลบ 3-10 องศาเซลเซียส ก็เป็นได้ ดังนั้นจึงต้องเตรียมเสื้อผ้าที่หนาและสวมใส่อีกหลายชั้นเพื่อความอบอุ่นของร่างกายไปด้วย ประการสำคัญ ร่างกายเราไม่คุ้นเคยกับอากาศติดลบซะด้วยสิ แม้เมืองไทยจะมีน้ำค้างแข็ง เกิดแม่คะนิ้งในฤดูหนาว เช่นที่ จังหวัดเลย เชียงราย แม่ฮ่องสอน บ้างก็ตาม แต่ที่เกาหลี ยังต้องเตรียมหมวก ถุงมือ ถุงเท้า ผ้าพันคอ และร่มเล็กๆ ป้องกันส่วนศีรษะในเวลาที่หิมะตกอีกด้วย ยารักษาโรคประจำตัว ตรงนี้ก็ขาดไม่ได้เลย จู่ๆ อาจจะเจอภูมิแพ้ของอากาศ อาการไอหวัดเพราะอากาศเปลี่ยนจากร้อนไปสู่เย็นทันที ร่างกายอ่อนแอปรับสภาพไม่ทัน การเปลี่ยนเวลาที่ต่างกัน 2 ชั่วโมง(เวลาของเกาหลีเร็วกว่าประเทศไทย นอกจากปรับเวลาที่นาฬิกาแล้ว ยังต้องปรับเวลาของร่างกายเช่นกัน) ดังนั้น หลายประการที่กล่าวถึง ผมจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด ทั้งร่างกาย เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม สิ่งใดยังไม่มีก็ต้องหาซื้อหละครับ ไหนๆ ก็ตัดสินใจแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายของการเตรียมตัวของผมก็คือ การ Safe ร่างกายในการเดินทางระยะแรก (ตามโปรแกรมมีการนัดหมายนักศึกษา พร้อมกันที่ศูนย์การเรียน ในวันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 08.00 น. เพื่อขึ้นรถทัวร์ เดินทางสู่สนามบินสุวรรณภูมิ และต้องไปถึงสนามบิน ก่อนออกเดินทางอย่างน้อย 3 ชั่วโมง) ผมจึงเดินทางโดยสารเครื่องบินจากสนามบินจังหวัดอุดรธานี ไปยังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แทนการเดินทางโดยรถ  ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทาง 7-8 ชั่วโมง

3. เดินทางไปกับสาวๆ เกาหลี

        ผมถึงที่นัดหมาย ณ ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ เมื่อเวลา 21.15 น. คณะเดินทางทั้งหมดพร้อมทุกคนได้รับตั๋วเครื่องบิน และPassport จากนั้นก็เข้าคิวรับการ Scan และตรวจ Passport โหลดกระเป๋าเดินทาง กว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการ ใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมง ทั้งนี้ปะปน  ไปกับผู้โดยสารชาวต่างชาติอีกจำนวนหนึ่ง ที่จะต้องเดินทางไปกับสายการบินเดียวกัน คือ      สายการบิน T’WAY เที่ยวการบินที่ TW102 กรุงเทพ-อินชอน เป็นสายการบินของเกาหลี ครับ ตอนนี้หกทุ่มสิบนาทีแล้ว ต้องนั่งรอเครื่องบินที่พนักงานกำลังขนย้ายกระเป๋าเดินทางของผู้โดยสารเข้าใต้ท้องเครื่อง และตรวจสภาพความเรียบร้อยปลอดภัยในเบื้องต้นก่อน ก็ได้นั่ง       พักผ่อนไปในตัว บีบนวดเพื่อผ่อนคลายความตึงของเส้นเอ็นขาและหัวเข่า อยู่บริเวณที่พัก           ผู้โดยสารขาออก (Departures)

(ผมพยายามที่จะนำรูปภาพประกอบการเดินทาง ไปหาประสบการณ์ที่ประเทศเกาหลีใต้ แต่ปรากฏว่า ไม่ประสบความสำเร็จ อาจจะเป็นเพราะรูปภาพขนาดใหญ่เกินไป หรือมีอะไรขัดข้องใน web พยายามหลายครั้งมากครับ
ต้องขออภัยมากๆ ถ้าไม่มีภาพประกอบก็คงจะไม่สนุก ไม่เห็นสถานที่ ไม่เห็นบรรยากาศ ท่านที่กรุณาเข้ามาอ่านก็ไม่ทราบว่าจะจินตนาการอย่างไร ยังหาวิธีแก้ไขไม่ได้ครับ)

 

 

 


edit @ 30 Sep 2013 15:54:11 by neungsangtien

edit @ 30 Sep 2013 16:03:00 by neungsangtien

edit @ 16 Nov 2014 11:20:29 by neungsangtien

edit @ 16 Nov 2014 11:29:49 by neungsangtien

edit @ 16 Nov 2014 17:15:12 by neungsangtien

มุมมอง: ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม ตอนที่ 3 ซึ่งเป็นตอนสรุป (ต่อจากตอนที่ 2)
 

                มุมมอง...ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมทางการศึกษา เป็นเรื่องละเอียดอ่อนกว่าทางการเมือง และทางธุรกิจ เพราะในองค์กรทางการศึกษา ไม่ใช่ที่แสวงหาอำนาจ ไม่ใช่ที่ประกอบการค้าธุรกิจ ไม่ใช่ที่แสวงหาผลประโยชน์ของตนเองหรือพรรคพวก ฯลฯ ไม่ว่าผู้นำหรือผู้บริหาร จะอยู่ในองค์กรระดับใดทางการศึกษา ก็ตาม มักจะมีผลกระทบในทางลบ มากกว่าผลกระทบในทางบวก เนื่องจาก การศึกษาเป็นการให้ความรู้ควบคู่ไปกับการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม ปลูกฝังความเป็นประชาธิปไตยให้กับประชาชน ให้เกิดสติปัญญา มีความคิด และการประพฤติปฏิบัติในทางที่ถูกต้อง เพื่อเป็นประชากรที่มีคุณภาพของชาติ ในอนาคต ดังนั้น ผู้นำหรือผู้บริหาร พึงมีคุณลักษณะภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม อย่างเด่นชัด จึงจะเป็นที่ยอมรับ และเกิดศรัทธา ต่อเพื่อนร่วมงาน ต่อสังคม ต่อประชาชน หรือต่อผู้ปกครองนักเรียนในชุมชน ในมุมมองส่วนนี้ของผู้เขียน ขออ้างอิงงานวิจัยทางการศึกษาส่วนหนึ่งของ กมลทิพย์ ทองกำแหงและปองสิน วิเศษศิริ9ว่า ผลการพิจารณาการคัดเลือกองค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมสำหรับผู้บริหาร โรงเรียนเอกชนโดยใช้เทคนิคเดลฟาย ซึ่งดำเนินการโดยใช้แบบสอบถามความคิดเห็น จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 รอบ ปรากฏผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังต่อไปนี้ องค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมสำหรับผู้บริหารโรงเรียนเอกชน ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่

1. ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมต่อตนเองมี 21 ตัวชี้วัด ได้แก่ 1) มีลักษณะท่าทางการแสดงออกที่สุภาพ ยิ้มแย้มแจ่มใส มีกิริยาวาจาที่เหมาะสมกับกาลเทศะ 2) แต่งกายสุภาพเรียบร้อย นิยมไทย เหมาะสมกับวัยและกาลเทศะ 3) ศรัทธาในการทำความดี ความถูกต้อง มุ่งมั่นทำงานเพื่อให้ผลงานออกมาดี 4) สำนึกในบุญคุณและกตัญญูต่อผู้อื่นและแสดงออกเป็นที่ปรากฏต่อสาธารณะ 5) เคารพกฎกติกา คุณค่าของสังคม คือ

-------------------------------------------------------

9 กมลทิพย์ ทองกำแหง (1) และปองสิน วิเศษศิริ(2) กลยุทธ์การพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมสำหรับผู้บริหารโรงเรียนเอกชน STRATEGIES FOR THE DEVELOPMENT OF MORAL LEADERSHIP FOR PRIVATE SCHOOL ADMINISTRATORS

(1)  นิสิตปริญญาครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาบริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย                                                                                                                                                                                  (2)  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ สาขาวิชาบริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย                                                                                                                                                            ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก “ทุนอุดหนุนวิทยานิพนธ์สำหรับนิสิต” บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

_________________________________________________________________________

อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มีความพอเพียง และมีความเป็นประชาธิปไตย 6) มีจิตสาธารณะ 7) มีความมั่นใจในตัวเองที่ยึดหลักการคุณธรรมและจริยธรรม 8) ใฝ่ศึกษาหาความรู้ด้านธรรมะเพื่อเพิ่มสติปัญญา และสามารถบูรณาการความรู้ได้ ประยุกต์ใช้ได้ 9) กล้าคิดกล้าตัดสินใจบนหลักคุณธรรม จริยธรรม และยอมรับผลที่เกิดขึ้น 10) รู้จักการใช้หลักอิทธิบาท 4 คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา 11) มีความรู้ความเข้าใจในศาสตร์ของวิชาชีพ และจรรยาบรรณวิชาชีพเป็นอย่างดี 12) เป็นผู้ที่ประพฤติดี ปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพอย่างเคร่งครัด เป็นแบบอย่างที่ดี แก่ผู้ประกอบวิชาชีพด้วยกัน 13) รู้จักการให้ การเสียสละ นอกจากเสียสละทรัพย์สิ่งของแล้วยังหมายถึงการให้น้ำใจแก่ผู้อื่น 14) มีความประพฤติที่ดีงาม ทั้งกาย วาจา และใจ ทั้งในการปกครอง และในทางศาสนา 15) มีความซื่อตรงในการฐานะผู้บริหาร ดำรงอยู่ในสัตย์สุจริต 16) มีอัธยาศัยอ่อนโยน เคารพในเหตุผลที่ควร มีสัมมาคารวะต่อผู้อาวุโส และอ่อนโยนต่อบุคคลที่เสมอกันและต่ำกว่า 17) มีความอุตสาหะในการปฏิบัติงาน โดยปราศจากความเกียจคร้าน 18) ไม่แสดงอาการโกรธให้ปรากฏ สามารถระงับได้ 19)ไม่เบียดเบียนคนอื่นและตนเอง 20) ความอดทน อดกลั้น และ21) ธำรงรักษาไว้ซึ่งความยุติธรรม

2. ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมต่อเพื่อนร่วมงานมี 17 ตัวชี้วัด ได้แก่ 1) มีพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา 2) ให้เกียรติและเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลอื่น 3) สื่อสารอย่างตรงไปตรงมา 4) มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ 5) มีปฏิสัมพันธ์กับหน่วยงานต่างๆ สามารถประสานงานกับชุมชนหรือกลุ่มบุคคลที่มีผลต่อโรงเรียน สร้างความสัมพันธ์ที่ดีเป็นภาพลักษณ์ที่ดีต่อองค์กร 6) รู้ในความสามารถของบุคคล มอบงานที่เหมาะสม มีความสามารถในการบริหารงานบุคคล โดยภักดีต่อโรงเรียน สร้างความสามัคคี ความเป็นธรรม 7) ใช้ระบบคุณธรรมจริยธรรมในการบริหารคน 8) มีความสามารถในการประสานงาน ประสานประโยชน์ ประสานน้ำใจ กับหน่วยงาน หรือบุคคลต่างๆ ได้เป็นอย่างดี 9) กระตุ้นและปลุกเร้าผู้ร่วมงานให้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง 10) ให้โอกาสแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาในการพิสูจน์ความสามารถของตนเองเพื่อกระตุ้น ให้เกิดการพัฒนางาน 11) พัฒนาและเผยแพร่หลักการ / หลักธรรมคำสั่งสอน กฎเกณฑ์ทางจริยธรรมที่สอดคล้องกับค่านิยมของชุมชน 12) ยกย่องให้รางวัลผู้มีพฤติกรรมทางจริยธรรม คุณธรรม 13) ส่งเสริมการจัดกิจกรรมการบริการของสถานศึกษาที่สนับสนุนด้านจริยธรรม คุณธรรม 14) ส่งเสริมความเสมอภาคของบุคคล โดยทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม มีสิทธิ เท่าเทียมกันในการเข้ารับบริการและทรัพยากรต่างๆ ที่โรงเรียนจัดให้ 15) ส่งเสริมให้บุคลากรยึดหลักของความร่วมมือ มากกว่าการแข่งขันและยึดหลักสามัคคีปรองดอง 16) วางตัวเหมาะสม เสมอต้นเสมอปลาย และ17) เห็นความสำคัญ และการพัฒนาส่งเสริมครูและบุคลากรให้ก้าวหน้าในอาชีพอย่างต่อเนื่องทั่วถึง

_________________________________________________________________________

3. ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมต่อวิชาชีพมี 25 ตัวชี้วัด ได้แก่ 1) มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ อันประกอบด้วยความมุ่งมั่น ทะเยอทะยาน ความภูมิใจ ตั้งใจและพอใจ 2) เป็นผู้นำทางการศึกษา มีภูมิรู้ทางด้านการศึกษา หลักสูตร การสอน เห็นความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงระหว่างการศึกษากับสภาวะแวดล้อมในสังคม สามารถวิเคราะห์ปัญหาและแนวโน้มการศึกษาของชาติได้อย่างชัดเจน 3) ใฝ่เรียนรู้และแสวงหาความรู้ในงานที่รับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง 4) มีความรู้ทางด้านการบริหาร หลักการบริหารงานแบบมีส่วนร่วม เทคนิคการบริหาร การวางแผนกลยุทธ์ ตลอดจนสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อให้ประสบความสำเร็จ 5) มีความสามารถด้านการบริหารสถานการณ์ มีความรู้เท่าทันในสถานการณ์ สามารถปรับตัวได้ฉับไวและต่อเนื่องกับสถานการณ์รอบด้าน 6) มีความรู้ความสามารถด้านการวางแผนและการใช้แผนกับเครื่องมือการบริหาร 7) มีความรู้ด้านจิตวิทยาที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการองค์กร 8) รู้หลักการที่จะทำให้เกิดผล เพื่อบรรลุเป้าหมายของโรงเรียน 9) มีการวางแผนงานที่ดี วิเคราะห์ผลกระทบด้านต่างๆ และดำเนินงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ 10) นิเทศและประเมินผลการปฏิบัติงานเป็นระบบ 11) ยกย่องและตอบแทนผลการปฏิบัติงานของบุคลากร 12) เอาใจใส่ต่อภาระงานในหน้าที่อย่างเต็มที่ 13) มีความรู้ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ 14) มุ่งมั่นในการทำงานเป็นทีม 15) มีความยืดหยุ่น 16) ขจัดความตึงเครียดด้วยวิธีที่เหมาะสม 17) มุ่งผลสัมฤทธิ์ของกลุ่มมากกว่าผลสัมฤทธิ์ของตนเอง 18) มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและชัดเจน สามารถพัฒนาวิสัยทัศน์ให้สอดคล้องกับปรัชญา การจัดการศึกษาที่ดี และสามารถกระจายวิสัยทัศน์ไปยังบุคคลอื่นเพื่อนำพาองค์กรไปสู่ความก้าวหน้า 19) มีความคิดสร้างสรรค์ คิดหาวิธีการทำงานแบบใหม่ๆ อยู่เสมอ เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ริเริ่มโครงการใหม่ ๆ และทำให้สำเร็จ เป็นที่ยอมรับของบุคคลทั่วไปก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นวิธีการที่เกิดการยอมรับว่าเป็นแนวคิดที่ดี สามารถนำองค์กรได้ 20) มีทักษะในการวิเคราะห์ปัญหา แก้ปัญหา และการตัดสินใจด้วยความสุขุมรอบคอบ มีเหตุผลในการตัดสินใจโดยอาศัยข้อมูลต่างๆ ข้อมูลทางสถิติ งานวิจัยมาประกอบในการตัดสินใจ 21) นำระบบการจัดการความรู้มาใช้ในโรงเรียนเพื่อสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ 22) มุ่งมั่นการบริหารงานโดยกำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และความสำเร็จบนพื้นฐานของความถูกต้องเพื่อสังคมและประเทศชาติ 23) สร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการทำงานอย่างสร้างสรรค์ 24) ปฏิบัติงานด้วยความรับผิดชอบ หมั่นพัฒนางาน อย่างสม่ำเสมอ และ25) มีความสามารถในการประกอบวิชาชีพจนมีความชำนาญ เชี่ยวชาญในวิชาชีพ มีผลงานเป็นที่พึงประสงค์ เป็นยอมรับของผู้ที่ประกอบวิชาชีพด้วยกัน

มุมมอง...ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมทางการเมือง นั้น ผู้เขียนมองว่า ใน ระบอบประชาธิปไตย ถือว่าอำนาจเป็นของประชาชน ผู้นำเป็นเพียงบุคคลที่ได้รับเลือกจากประชาชนส่วนใหญ่ให้เข้ามาบริหารประเทศ
_________________________________________________________________________

เพื่อประโยชน์สุขส่วนรวมของประเทศชาติ เมื่อ จุดมุ่งหมายคือประโยชน์ส่วนรวมของคนในชาติ ผู้นำที่ดีจึงต้องเป็นคนที่มีทั้งคุณธรรม จริยธรรม มีความสามารถ มีวิสัยทัศน์มองการณ์ไกล สื่อสารโน้มน้าวจูงใจคนได้ดี มีจิตสำนึกทำเพื่อส่วนรวม และที่สำคัญต้องแสดงบทบาทของผู้นำได้อย่างถูกกาลเทศะด้วย เพราะผู้นำทางการเมือง (Political Leaders) คือ บุคคลที่มีตำแหน่งเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจหน้าที่ในโครงสร้างอำนาจรัฐ เป็นบุคคลที่มีอำนาจ และอิทธิพลในกระบวนการตัดสินใจทางการเมืองอย่างมาก โดยภาพรวมของผู้นำเชิงจริยธรรม ทางการเมือง จะแตกต่างกันออกไปของแต่ละประเทศ ส่วนจะมีมากหรือน้อย องค์ประกอบ บนพื้นฐานสังคม เศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง ประเพณีวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของประเทศนั้นๆ ย่อมมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ที่ผู้ปฏิบัติตามหรือประชาชนในประเทศ จะเป็นผู้ชี้ว่า ผู้นำ มีภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม มากน้อยเพียงใด ประชาชนในประเทศส่วนใหญ่ จะแสดงออกทางพฤติกรรม ที่เราเรียกกันว่าการชุมนุมประท้วงชุมนุมเรียกร้องหรือชุมนุมต่อต้าน เป็นต้น แต่จะรุนแรงหรือไม่ อย่างไร ก็จะสรุปได้ว่า ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม ของผู้นำ มีหรือไม่ ผู้นำทางการเมืองในทุกระดับ มักจะวางพื้นฐานของตนไว้ที่อำนาจ เพื่อจะหาโอกาสก้าวไปสู่ผลประโยชน์ของกลุ่มหรือพรรคพวกของตน ไม่ทางใดหรือวิธีใดวิธีหนึ่ง บางครั้งในสิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็คือ บุคคลที่เป็นผู้นำเองดูคล้ายกับเป็นผู้นำที่มีภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม แต่กลุ่มบุคคลที่อยู่ในแวดวงการเมือง (ผู้ตาม) มักจะกระทำในสิ่งที่ตรงข้าม เพราะในขณะที่เขาเป็นผู้ตามนั้น อีกบทบาทหนึ่ง เขาก็ยังคงเป็นผู้นำในระดับหนึ่ง เช่นกัน ดังนั้น หากจะกล่าวโดยรวม ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม จะมีเพียงผู้นำที่เป็นผู้บริหารสูงสุดในประเทศ และมีจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับความเป็นผู้นำที่มีภาวการณ์เป็นผู้นำเชิงจริยธรรม อีกจำนวนไม่น้อย ในโลก

                บุคคลที่กำลังเป็นที่จับตาและกล่าวถึงมากในปัจจุบันท่านหนึ่ง ออง ซาน ซูจี(AUNG SAN SUU KUI)10 ที่ได้แสดงออกถึงความเป็นผู้นำแห่งสันติภาพ ได้มีการศึกษาถึงการแบ่งประเภทของภาวะผู้นำพบว่าออง ซาน ซูจี เป็นผู้นำแบบเชิงสัญลักษณ์คือไม่มีอำนาจทางกฎหมายเป็นการแต่งตั้งเป็นที่ยอมรับ และให้

 

--------------------------------------------------------

10  ออง ซาน ซูจี(AUNG SAN SUU KUI) เป็นนักการเมืองฝ่ายค้านของพม่าและเลขาธิการพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย เคยทำงานในสำนักงานเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก, เป็น    เจ้าหน้าที่วิจัยกระทรวงการต่างประเทศ ประเทศภูฏาน, ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ พ.ศ. 2534 จากการต่อสู้โดยสันติวิธีในการเรียกร้องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน

_________________________________________________________________________

ความนับถือและยกย่อง ดังนั้นการศึกษาในภาวะความเป็นผู้นำของอองซานซูจี นั้นสามารถ สรุปการวิเคราะห์ภาวะผู้นำของเธอ จาก ทุนพื้นฐาน 9 ประการ ได้แก่

ทุนมนุษย์ (ทุนที่ได้จากการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานจากการศึกษาในสถาบันการศึกษา) อองซานซูจี เป็นคนที่มีความเสียสละเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์หรือความสุขส่วนตัว                                                     ทุนทางปัญญา (ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และนำสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม) เธอสามารถกระตุ้นให้คนพม่าคิดเป็นและกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นมากขึ้น                                                                                           ทุนทางจริยธรรม (การมีสติปัญญาในการสร้างสรรค์สิ่งดีงาม) เธอเป็นคนที่มีความเมตตาและเห็นอกเห็นใจ มีความดีที่อยากให้ทุกคนอยู่อย่างมีความสุข                                                                                            ทุนแห่งความสุข (ความปรารถนาทำให้ทุกคนมีความสุขกายสุขใจ) แม้เธอจะถูกกักบริเวณเป็นเวลาหลายปี แต่เธอก็มีความหวังและมีความสุขที่ทำให้คนพม่ามีความรักประเทศชาติมากขึ้น และเธอก็จะรอคอยวันที่พม่าจะมีประชาธิปไตย                                                                                                                                    ทุนสังคม (การรู้จักเข้าสังคมและการวางบทบาทตนเองเพื่อการยอมรับทางสังคม) ถึงแม้ว่าเธอจะถูกกักขังแต่เธอก็มีเครือข่ายที่สามารถ นำบทความของเธอไปตีพิมพ์และเผยแพร่ทั่วโลก และเชื่อว่าเธอได้รับความเห็นอกเห็นใจจากพี่น้องร่วมโลกเช่นเดียวกัน                                                                                                       ทุนแห่งความยั่งยืน (ความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ทางสังคมได้อย่างดี) ถึงแม้ว่าความฝันของเธอจะล้มเหลว แต่ก็แสดงให้คนทั่วโลกได้รับรู้ถึงอุดมการณ์ที่มุ่งมั่นของเธอและไม่เคยท้อแท้                       ทุนทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนา) ความ คิดที่จะทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย เป็นความคิดใหม่ที่ไม่เคยมีใครกล้าคิดและกล้าทำมาก่อน  จนทำให้เธอสามารถชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนที่ท่วมท้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เธอได้มีอุดมการณ์และปฏิบัติเพื่อให้บังเกิดผล ถึงแม่ว่าเหตุการณ์จะพลิกผันก็ตาม                                                                                                         ทุนความรู้ (ความรู้ ทัศนคติที่ถูกต้องในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ) เธอเป็นผู้หญิงพม่าที่มีการศึกษาดี เรียนในสาขาที่เธอชอบ ณ มหาวิทยาลัยที่ดีในต่างประเทศ                                                                         ทุนทางอารมณ์ (ความมั่นคงในอารมณ์) ทุนทางอารมณ์ เธอสามารถควบคุมอารมณ์ได้ดี โดยไม่เคยเกิดเหตุการณ์ ที่ต้องใช้กำลังในระหว่างหาเสียงหรือเกิดปัญหา เธอเดินเข้าหากระบอกปืนของพวกทหารด้วยมือเปล่า 13 ปี ของการใช้สันติวิธีต่อสู้กับ ความรุนแรงและอำนาจเผด็จการในประเทศพม่า

_________________________________________________________________________

มุมมอง...ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมทางธุรกิจ เป็นอีกมุมมองหนึ่ง ที่ผู้เขียนต้องนำมากล่าวถึง เพราะเป็นมุมมองทางจริยธรรม ที่แทบจะหาได้ยากมาก แต่ทางทฤษฎีก็ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนเช่นกัน ว่า ผู้นำทางธุรกิจ จะต้องมีภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม ในความเป็นจริงทางธุรกิจใครจะยอมขาดทุนบ้าง แม้ในบางครั้งดูเหมือนจะลงทุนด้วยการขาดทุน แต่ก็เป็นการมองเห็นผลกำไรก้อนโตที่จะตามมา พูดตรงๆ ก็คือเล่ห์เหลี่ยมทางการค้า พูดให้สุภาพหน่อยก็คือการใช้ชั้นเชิงกลยุทธ์ทางธุรกิจ นั่นเอง ผู้เขียน ได้ศึกษาแนวความคิดของภาวะผู้นำกับจริยธรรมทางธุรกิจ โดย รองศาสตราจารย์บุญเดิม พันรอบ11 เห็นว่า เป็นบทสรุปที่ดีมากทีเดียว ในแง่มุมของภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมทางธุรกิจ ขอนำมากล่าวไว้ดังนี้

ภาวะผู้นำที่สำคัญควรมีหน้าที่สำคัญคือ ประการแรกภาวะผู้นำด้านวิสัยทัศน์ (Visioning leadership) ผู้นำที่ดีควรมีวิสัยทัศน์มองการณ์ไกล สามารถคาดการณ์ต่าง ๆ ได้ด้วยการหยั่งรู้หรือด้วยการคาดคะเนด้วยประสบการณ์และใช้ข้อมูล ข้อเท็จจริงเข้ามาช่วยสร้างวิสัยทัศน์ ประการที่สองภาวะผู้นำด้านอนาคต (Futuring leadership) ผู้นำควรมองอนาคตด้วยการศึกษาข้อมูลในอดีตการทำงานด้วยความรอบคอบในปัจจุบัน ทำให้สามารถวางแผนพัฒนาองค์การและกลุ่มในอนาคตได้อย่างประสบความสำเร็จมีความเสี่ยงน้อย ประการที่สามภาวะผู้นำด้านการจัดการ (Managing leadership) ผู้นำมีหน้าที่และบทบาทสำคัญด้านการจัดการ จัดระบบการทำงานในองค์การและกลุ่ม เป็นหน้าที่ซึ่งจะทำให้สมาชิกในองค์การเข้าใจได้ว่าผู้นำมีทักษะการเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้หรือไม่ ภาวะผู้นำด้านการจัดการจะเป็นสิ่งที่แสดงคุณลักษณะที่สำคัญอย่างหนึ่ง โดยนำทฤษฎีของเรดดิน มาประกอบคือ วิลเลี่ยม เจ.เรดดิน (William J. Reddin) ได้ปรับปรุงทฤษฎีผู้นำจากผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยโอไฮโอ มหาวิทยาลัยมิชิแกน และฟีดเลอร์ โดยแบ่ง   เป็นผู้นำทั้ง 4 แบบ คือ 1. แบบมิตรสัมพันธ์ 2. แบบบูรณาการ 3. แบบแยกตัว และ 4. แบบเสียสละ ตามตัวแปรด้านมิตรสัมพันธ์และกิจสัมพันธ์ มีผู้นำพื้นฐาน 4 แบบ มีพัฒนาการเป็นผู้นำอีก 8 แบบดังนี้                       

                 1. นักละเลย (Deserter) เป็นผู้บริหารหรือผู้นำที่ไม่มีความสนใจหน้าที่และหย่อนประสิทธิภาพมากที่สุด                                    

                 2. ผู้นำเผด็จการ (Autocrat) เป็นผู้นำที่มีความเชื่อมั่นสูง ใช้วิธีข่มขู่บังคับ ไม่ฟังความคิดเห็นผู้อื่น               

--------------------------------------------------------

11  รองศาสตราจารย์บุญเดิม พันรอบ. แนวความคิดของภาวะผู้นำกับจริยธรรมทางธุรกิจ. รายวิชา 210337 ภาวะผู้นำและจริยธรรมทางธุรกิจ Leadership and Business Ethics 10/12/2010

_________________________________________________________________________

                3. นักประนอม (Compromiser) เป็นผู้นำที่มองเห็นประโยชน์ของงาน และความสัมพันธ์ แต่ทำไม่ได้ อาจมีองค์ประกอบหลายอย่างจึงยอมประนีประนอม                                                                                                                                             

                4. นักบุญ (Missionary) เป็นผู้นำที่มุ่งความสัมพันธ์มากเกินไป และตัวเองเสียสละทำงานโดยไม่สนใจว่าคนอื่นจะทำหรือไม่

                5. นักจัดระบบ (Bureaucrat) เป็นผู้นำที่ไม่ค่อยสนใจงาน แต่ยึดระเบียบกฎเกณฑ์เป็นหลัก                  6. นักบุกเบิก (Benevolent autocrat) เป็นผู้นำที่มุ่งมั่นทำงาน เชื่อมั่นในตัวเองสูงมีทักษะดีเยี่ยมผู้ใต้บังคับบัญชา มีความเชื่อมั่นในตัวผู้นำสูงผลงานสูง

                7. นักพัฒนา (Developer) เป็นผู้นำที่มีความรู้เป็นพิเศษในการดึงความสามารถซ่อนเร้นภายในผู้ร่วมงานมาใช้ได้เต็มที่ และพัฒนาคนที่มีศักยภาพต่ำให้สูงขึ้นได้

                8. นักบริหาร (Executive) เป็นนักบริหารและผู้นำในตัวคนเดียวกัน มีความดีพร้อม เป็นผู้นำที่พิเศษที่สุดในจำนวนผู้นำทั้งหมด

                กล่าวโดยสรุปการศึกษาวิจัยและทฤษฎีผู้นำดังกล่าวมาแล้ว สามารถจะสรุปได้ว่าผู้นำมี 2 แบบ คือผู้นำทางบวกเป็นผู้นำที่มีทั้งมนุษยสัมพันธ์และผลงานสูง สร้างความพึงพอใจแก่ผู้ร่วมงาน ผู้นำทางลบเป็นผู้นำที่ทำให้เกิดผลในทางลบ มนุษยสัมพันธ์น้อยและมีผลงานน้อย ไม่เป็นที่พึงพอใจของผู้ร่วมงาน ส่วนในโลกความเป็นจริงผู้นำที่มีประสิทธิภาพนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและศิลปะอีกหลายอย่างประกอบกัน.

_________________________________________________________________________

 

edit @ 9 Feb 2013 21:23:38 by neungsangtien

มุมมอง: ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม (ต่อจากตอนที่ 1)
 

จากความหมายดังกล่าว หากมีการจัดระดับจริยธรรม ศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บัวศรี ได้ให้ความเห็นว่า จริยธรรมมีหลายระดับ ซึ่งสามารถจำแนกตามระดับกว้าง ๆ ได้ ๒ ระดับ ได้แก่ ระดับของผู้ครองเรือน คือ โลกีย์ธรรม กับ ระดับของผู้ที่สละบ้านเรือนแล้ว คือ โลกุตรธรรม ส่วนในความหมายที่เฉพาะเจาะจงนั้น ศาสตราจารย์ ดร. สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ์ เห็นว่า จริยธรรม หมายถึง ความถูกต้องดีงาม สังคมทุกสังคมจะกำหนดกฎเกณฑ์กติกา บรรทัดฐานของตนเองว่า อะไรเป็นสิ่งที่ดีงาม และอะไรคือความถูกต้อง โดยทั่วไปมิได้มีการเขียนเป็นกฎข้อบังคับให้สมาชิกทุกคนต้องยึดถือปฏิบัติตาม ซึ่งหากมีการละเมิดจะถูกลงโทษโดยสังคม ในขณะเดียวกัน ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แสง จันทร์งาม เห็นว่า จริยธรรม หมายถึง คุณสมบัติทางความประพฤติ ที่สังคมมุ่งหวังให้คนในสังคมนั้นประพฤติ มีความถูกต้องในความประพฤติ มีเสรีภาพภายในขอบเขตของมโนธรรม (Conscience) เป็นหน้าที่ที่สมาชิกในสังคมพึงประพฤติปฏิบัติต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และต่อสังคม ทั้งนี้เพื่อก่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองขึ้นในสังคม การที่จะปฏิบัติให้เป็นไปเช่นนั้นได้ ผู้ปฏิบัติจะต้องรู้ว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด พระราชวรมุนี ได้กล่าวถึงจริยธรรมในความหมายอย่างกว้าง หมายถึง การดำเนินชีวิตความเป็นอยู่ การครองชีวิต การใช้ชีวิต การเคลื่อนไหวของชีวิตทุกด้าน      ทุกระดับ ทั้งทางกาย ทางวาจา ทางใจ การปฏิบัติกรรมฐานเจริญสมาธิ บำเพ็ญสมถะ เจริญวิปัสสนา

นอกจากนี้ ยังเห็นว่าโครงสร้างของแนวคิดด้านจริยธรรม จะประกอบด้วยคุณธรรมหลายประการ ซึ่งส่วนมากมาจากคำสอนทางศาสนา ดังนี้

1. ความรับผิดชอบ (Accountability) คือ ความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความผูกพัน ด้วยความพากเพียร และความละเอียดรอบคอบ ยอมรับผลการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตามความมุ่งหมาย ทั้งพยายามที่จะปฏิบัติหน้าที่ ให้ดียิ่งขึ้น

2. ความซื่อสัตย์ (Honesty) คือ การประพฤติอย่างเหมาะสม และตรงต่อความเป็นจริง ประพฤติ ปฏิบัติ อย่างตรงไปตรงมา ทั้งกาย วาจา ใจ ต่อตนเองและผู้อื่น

3. ความมีเหตุผล (Rationality) คือ ความสามารถในการใช้ปัญญา ในการประพฤติปฏิบัติ รู้จักไตร่ตรอง พิสูจน์ให้ประจักษ์ ไม่หลงงมงาย มีความยับยั้งชั่งใจ โดยไม่ผูกพันกับอารมณ์และความยึดมั่นของตนเอง ที่มีอยู่เดิมซึ่งอาจผิดได้

4. ความกตัญญูกตเวที (Gratitude) คือ ความรู้สำนึกในอุปการคุณหรือบุญคุณที่ผู้อื่นมีต่อเรา

_________________________________________________________________________

5. ความมีระเบียบวินัย (Disciplined) คือ การควบคุมความประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องและเหมาะสมกับจรรยามารยาท ข้อบังคับ ข้อตกลง กฎหมาย และศีลธรรม

6. ความเสียสละ (Sacrifice) คือ การละความเห็นแก่ตัว การให้ปันแก่บุคคลที่ควรให้ด้วยกำลังกาย กำลังสติปัญญา รวมทั้งการรู้จักสลัดทิ้งอารมณ์ร้ายในตนเอง

7. การประหยัด (Thrifty) คือ การใช้สิ่งของพอเหมาะพอควรให้ได้ประโยชน์มากที่สุด ไม่ให้มีส่วนเกินมากนัก รวมทั้งการรู้จักระมัดระวัง รู้จักยับยั้งความต้องการให้อยู่ในกรอบและขอบเขตที่พอเหมาะ

8. ความอุตสาหะ (Diligence) คือ ความพยายามอย่างเข้มแข็ง เพื่อให้เกิดความสำเร็จในงาน

9. ความสามัคคี (Harmony) คือ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีความพร้อมเพรียงร่วมมือกันกระทำกิจการให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี โดยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว

10. ความเมตตาและกรุณา (Loving Kindness and Compassion) คือ ความรักใคร่ปรารถนาจะให้ผู้อื่นมีสุข กรุณา หมายถึง ความสงสาร คิดจะช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์

11. ความยุติธรรม (Justice) คือ การปฏิบัติด้วยความเที่ยงตรง สอดคล้องกับความเป็นจริงและเหตุผล ไม่มีความลำเอียง

                 มุมมอง..ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม คงจะทำให้มองเห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้นพอสมควร ซึ่งหากจะนำเอา “ภาวะผู้นำ” มารวมกันเข้ากับ “จริยธรรม” แล้ว ก็ดูเหมือนง่าย ซึ่งใครๆ หรือหลายคนมักจะมองผู้อื่นว่า “ขาดจริยธรรม” บางครั้งจนลืมมองที่ตัวเอง ในที่นี้ขอยกตัวอย่างให้เห็นว่า ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม นั้นควรเป็นอย่างไร นายอานันท์ ปันยารชุน7 ได้เคยกล่าวไว้ว่า “ผู้นำที่ดีคือผู้ที่ผู้อื่นอยากเดินตาม นั่นหมายถึงว่าลักษณะการเป็นผู้นำนั้น ไม่ได้มาจากตัวเอง หรือตั้งตัวเอง แต่ต้องมีคนอื่นที่เขารู้สึกว่าเราเป็นผู้นำ โดยเกิดจากความศรัทธาในตัวเรา การที่จะสร้างความศรัทธาได้นั้นจะต้องเกิดจากพฤติกรรม การดำเนินชีวิต และ สิ่งที่ผู้นั้นสร้างสรรค์มาเป็นเวลาช้านาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคำพูด พฤติกรรม หรือการกระทำใด ๆ ซึ่งอยู่

--------------------------------------------------------- 

7  อานันท์ ปันยารชุน. (2541). “ผู้นำ” คือผู้ที่คนอื่นอยากตาม, กรุงเทพมหานคร: มติชน.

_________________________________________________________________________

บนมูลฐานของคุณธรรมและจริยธรรม การที่เป็นผู้นำได้ และเป็นผู้นำที่ยั่งยืน สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ ความรู้สึกผิด ความรู้สึกชอบ รู้สึกควรไม่ควร โดยสิ่งซึ่งควบคุมการกระทำของตนเองนั้น ก็คือ คุณธรรมและจริยธรรม นอกจากเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมแล้ว บุคคลที่ก้าวสู่ความเป็น‘‘ผู้นำ’’ สำหรับสังคมไทย ยังจำเป็นต้องประกอบด้วยคุณสมบัติอื่น ๆ อีก องค์ประกอบของผู้นำนั้น หากพิจารณาจะพบว่า ผู้นำจะต้องเป็นผู้ที่สามารถทำให้คนอื่นคล้อยตาม เพราะมีศรัทธาต่อคนคนนั้น การพูดให้คนอื่นเข้าใจก็เป็นเรื่องสำคัญ การสื่อสารที่ชัดเจน แจ่มแจ้งเป็นสิ่งสำคัญในการสื่อความหมายให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน อีกทั้งลักษณะของผู้นำยังต้องมีความสังเกต มีความเชื่อมั่น ให้เห็นว่าจะทำอะไรต้องมีหลักการ เพราะเราอยู่ในสุญญากาศไม่ได้ จำเป็นต้องมีกรอบอะไรบางอย่างที่เข้ามาคุ้มครองป้องกันสิ่งที่เราหวงแหน เช่น ความเชื่อมั่นในเรื่องของสิทธิมนุษยชน การปกครองระบอบประชาธิปไตย เป็นต้น ประการถัดมาก็คือ ผู้นำจะต้องมีวิสัยทัศน์ เพราะถ้ามัวแต่หาเช้ากินค่ำ เมาไปวัน ๆ แต่ละวันจัดการแต่ปัญหาเฉพาะหน้าก็ยากจะดูแลตัวเอง ในอนาคตผู้นำจึงต้องมีระบบของการคิด และการบริหาร นอกจากนั้นแล้ว การขวนขวายหาความรู้ใส่ตัวเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมาก ใครหยุดเมื่อไหร่คนอื่นก็ขึ้นหน้า เมื่อโลกเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ความสามารถของคนเราที่จะติดตามเหตุการณ์ให้เท่าทันโลกและทันต่อความคิด ความรู้สึกและสามัญสำนึกของคู่แข่งขัน คือสิ่งสำคัญที่สุดและในยุคสมัยนี้ บทบาทของผู้นำคือ ต้อง ‘‘นำ’’ ไม่ใช่ ‘‘จัดการ’’ ต้องกระตุ้นคนให้ทำด้วยความรู้สึกอยากทำ อดีตประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ เคยกล่าวว่า ‘‘ผู้นำที่ดี (good leader) คือ เราอยากให้ลูกน้องทำอะไร เมื่อลูกน้องเริ่มทำในสิ่งนั้นก็เป็นเพราะเขาอยากทำดีหรือไม่ดีก็ทำ เพราะเป็นความคิดที่เขาคิดมันขึ้นมาเอง ’’

                ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม ทางการศึกษา รศ. สุเทพ  พงศ์ศรีวัฒน์8 ได้กล่าวถึง ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม (Ethical Leadership)ไว้อย่างน่าศึกษา ว่า ....การแสดงออกเชิงศีลธรรมของผู้นำ นอกจากสามารถมองเห็นได้จากการประพฤติปฏิบัติปกติประจำวันแล้ว ผู้นำยังต้องทำให้นโยบายต่าง ๆ และโครงสร้างของโรงเรียนแฝงด้วยค่านิยมเชิงจริยธรรมทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่น สังคมปัจจุบันคนส่วนใหญ่ต้องการเป็นผู้ชนะบนความพ่ายแพ้ของคนอื่น จึงเกิดการเอารัดเอาเปรียบ และใช้กลยุทธ์สกปรกไร้จริยธรรม เพียงเพื่อชัยชนะของตน ดังนั้นผู้บริหารสถานศึกษา จึงต้องทำให้นโยบายและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของครูและนักเรียนมุ่งเน้นคุณธรรม จริยธรรม เรื่องความยุติธรรม การไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น เน้นความร่วมมือมากกว่าการแข่งขัน

------------------------------------------------------- 

8  สุเทพ   พงศ์ศรีวัฒน์ (2545). ภาวะผู้นำ : ทฤษฎีและปฏิบัติ. กรุงเทพฯ : บุคส์ลิงค์.

_________________________________________________________________________

ยึดความสำคัญของการทำงานแบบทีมมากกว่าทำรายบุคคล ใช้กลยุทธ์การแก้ปัญหาความขัดแย้งแบบชนะ/ชนะ มากกว่าชนะ/แพ้ รวมทั้งการสร้างค่านิยมให้เกิดการเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น เป็นต้น โดยสรุปจะเห็นว่าผู้บริหารสถานศึกษา จึงไม่เพียงเป็นผู้นำการประพฤติปฏิบัติทางจริยธรรม เฉพาะตนเท่านั้น แต่มีหน้าที่สำคัญยิ่งคือ “การสร้างโรงเรียนให้เป็นสถาบันแห่งคุณธรรม จริยธรรม (ethical institution)” อีกด้วย

                ในฐานะเป็นผู้นำ ผู้บริหารสถานศึกษาต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ในการใช้อำนาจหน้าที่ของตนอย่างมีจริยธรรม การแสดงทัศนะก็ดีหรือการตัดสินใจต่าง ๆ ของผู้บริหารสถานศึกษา ก็ดี จะต้องทำให้ทุกคนเห็นว่าตั้งอยู่บนพื้นฐานของความมีเหตุผลของจริยธรรม สิ่งที่ผู้นำคิด พูดและทำ ล้วนต้องสอดคล้องกัน ทุกคนจึงเต็มใจที่จะปฏิบัติตาม การใช้อำนาจการทำโทษ (Coercive power) พึงหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด และเป็นทางเลือกสุดท้ายเมื่อหมดวิธีอื่นแล้ว เพราะมีผลเสียมากกว่า และไม่นำไปสู่การสร้างวินัยตนเองหรือการเคารพตนเองของผู้นั้นแต่อย่างใด

                ผู้บริหารสถานศึกษากับปัญหาทางเลือกสองแพร่งทางจริยธรรม (What ethical dilemmas do principal face?) ในการเป็นผู้นำที่ต้องอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรม ผู้บริหารสถานศึกษา จึงมักพบกับความอึดอัดใจที่จะต้องตัดสินใจทางเลือกใดทางเลือกหนึ่งที่เห็นว่าดีกว่าอีกทางเลือกหนึ่งในเกณฑ์เชิงจริยธรรม ทั้งนี้เพราะบางครั้งประเด็นเชิงจริยธรรมไม่ใช่การเลือกระหว่างผิดหรือถูก แต่เป็นเรื่องของอย่างไหนที่เหมาะสมกว่ากัน ตัวอย่างเช่น การใช้งบประมาณที่มีจำกัดของโรงเรียนระหว่างโครงการส่งเสริมนักเรียนปัญญาเลิศกับโครงการสอนเสริมเพื่อลดการตกซ้ำชั้น ของนักเรียน หรือกรณีที่ ผู้บริหารสถานศึกษา เน้นนโยบายการให้ความอิสระแก่ครู (Teacher autonomy) แต่ขณะที่เน้นเรื่องผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน (student achievement) เป็นเรื่องสำคัญด้วย ปรากฏว่าคณะครูได้ใช้อำนาจที่ได้รับ ไปจัดทำเกณฑ์มาตรฐานทางวิชาการของนักเรียนต่ำลง เพื่อทำตัวเลขของจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาเพิ่มขึ้นเป็นต้น หรือผู้บริหารสถานศึกษา ควรปกป้องครูที่ทำงานสอนดี แต่ล่วงละเมิดทางเพศต่อนักเรียนหรือไม่ ผู้บริหารสถานศึกษา ควรปฏิบัติอย่างไร ถ้าผู้บังคับบัญชาของตนขอให้ช่วยสนับสนุนให้บริษัทที่ต้องการชนะการส่งนมพร้อมดื่มให้นักเรียน ทั้งที่รู้ว่าต่ำกว่ามาตรฐาน

                การแก้ปัญหาทางสองแพร่งทางจริยธรรม (How can leaders resolve ethical dilemmas)  ผู้รู้เชื่อว่า  ไม่มีสูตรสำเร็จใด ที่ผู้นำสามารถใช้เพื่อแก้ปัญหาทางเลือกทางจริยธรรม แต่มีแนวทางดำเนินการกว้าง ๆ  เช่น

_________________________________________________________________________

                1. ตัวผู้นำเองจะต้องมีมาตรฐานด้านจริยธรรม (ethical standards) และต้องประพฤติปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับมาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ เช่นแสดงออกทางพฤติกรรมของผู้ที่เมตตา เอื้ออาทรต่อศิษย์ เพื่อนครูและคนทั่วไป การแสดงออกในความเป็นผู้รักความเป็นธรรมและความยุติธรรม การมีพฤติกรรมของผู้ที่มีความซื่อสัตย์ทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่น การให้การเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนอื่น เป็นต้น

                2. เมื่อจำเป็นต้องหาทางออกต่อปัญหาเชิงจริยธรรม มีหลักที่ผู้นำควรพิจารณาดังนี้ (1) ดูผลที่เกิดขึ้นตามมา ถ้าตัดสินใจเลือกวิธีนั้น และให้พยายามวิเคราะห์ว่า ใครบ้างที่จะถูกผลกระทบและผลที่เกิดกับคนเหล่านี้เป็นอย่างไร (2) ตัดสินใจเลือกทางเลือกโดยอิงหลักเกณฑ์ทางศีลธรรม (moral rules) เช่น เชื่อว่าถ้าทำเช่นนั้นแล้วโลกของเราจะน่าอยู่ยิ่งขึ้นเพราะทุกคนอยู่ในหลักศีลธรรม (3)พยายามยึดแนวทางเอื้ออาทร (caring) เอาใจเขามาใส่ใจเราเช่นพยายามคิดว่า ถ้าคนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นเป็นตัวเรา เราอยากให้คนอื่นปฏิบัติกับเราอย่างไร เป็นต้น

                3. ปัญหาทางจริยธรรม น่าจะมีตัวเลือกที่เป็นทางออกได้มากกว่าสองทาง (dilemmas) คือ ไม่ถูกก็ต้องผิด แต่ควรมีทางเลือกที่สาม (tri lemmas) ซึ่งเป็นทางออกที่ดีกว่า เช่นแทนที่โรงเรียนจะกำหนดให้นักเรียนทุกคนต้องเข้าร่วมกิจกรรมทางพุทธศาสนา ก็ควรมีกิจกรรมทางเลือกที่สอดคล้องการนับถือศาสนาอื่นของนักเรียนบางคนด้วย เช่นกัน

                4. ท้ายสุด ผู้นำเอง ต้องทำตัวเหมือนปรอทรับรู้ และตระหนักถึงปัญหาทางจริยธรรมที่เกิดได้ดีโดยเฉพาะในชุมชน ซึ่งตนมีบทบาทเป็นผู้นำ

บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการสร้างจริยธรรมของโรงเรียน โดยปกติโรงเรียนมักละเลยในการกระตุ้นให้มีการถกประเด็นปัญหาที่เกี่ยวกับจริยธรรมโดยอ้างว่าทุกคนต้องรับภาระงานประจำ หนักอยู่แล้ว ทั้งการหาเวลาว่างตรงกันยิ่งเป็นเรื่องยาก วิธีหนึ่งที่เสนอแนะในการสร้างความตระหนักทางจริยธรรมให้เกิดขึ้นในโรงเรียนได้แก่ การจัดตั้งคณะกรรมการทางจริยธรรม (Ethical committee) ดังเช่นที่พบในโรงพยาบาล จะมีคณะกรรมการจรรยาบรรณ เป็นต้น คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่ไม่เพียงกำหนดกฎระเบียบทางการ แต่ยังมีหน้าที่สร้างจิตสำนึกต่อประเด็นทางจริยธรรม ช่วยดูแลให้ครูอาจารย์ ผู้บริหารปฏิบัติตามแนวทางแห่งจรรยาบรรณของวิชาชีพ ให้คำแนะนำต่อผู้บริหารในการแก้ไขประเด็นปัญหาทางจริยธรรมที่เกิดขึ้นในโรงเรียน เป็นต้น

_________________________________________________________________________  โปรดติดตาม มุมมอง: ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม ตอนที่ 3 ต่อไป

edit @ 9 Feb 2013 21:22:23 by neungsangtien