ตรรกะปกรณ์:E-mail:Good idea for you.

posted on 27 Aug 2011 16:26 by neungsangtien
 
E-mail: Good idea for you.   by...neungsangtien.
 

         ตอนที่ผมทำความรู้จักกับ E-mail นั้น  ผมรู้แต่เพียงว่า เป็น

จดหมายที่ใช้รับส่งถึงกัน แทนการเขียนจดหมายธรรมดา โดยผ่าน

เครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือ เป็นเครื่องมือสื่อสารชนิดหนึ่ง ซึ่ง

สามารถสื่อสารกัน ผ่านทางคอมพิวเตอร์ E-mail ย่อมาจาก

Electronic Mail ซึ่งก็แปลว่า จดหมายอิเลคทรอนิกส์ นั่นเอง 

ผมกำลังจะบอกว่า ผมเพิ่งจะมี E-mail ได้ไม่ถึงสองปีเลย นับว่า

ล้าหลังมากจริงๆ ทั้งๆ ที่คนอื่นเขารู้จักมากว่าสิบปีแล้ว

        พอมี E-mail ก็มีเครือข่ายผู้ที่ทำงานร่วมกัน ผู้ที่ติดต่อถึงกัน

ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นผู้ที่สนิทสนมกันนั่นแหละ (มีวุฒิภาวะเป็น

ผู้ใหญ่และมีความรับผิดชอบ) การส่งข่าวและติดต่อกันนั้น แต่ละคน

ก็มีเครือข่ายโยงใยออกไปเป็นหลายกลุ่ม ดังนั้น ในหลายๆ คน

หลายๆ ครั้ง จึงได้มีการส่งข้อความ บทความ รูปภาพ และอื่นๆ

ส่งต่อไปยังเครือข่ายของตน ผมได้รับ E-mail จากเครือข่ายใน

หลายรูปแบบ จำนวนหลายร้อยครั้งแล้ว ได้มองเห็นสิ่งที่มีประโยชน์

และสิ่งที่ไร้ประโยชน์ อันเกิดจาก E-mail ที่ว่านี้มากมาย เครือข่าย

บางท่าน เพื่อนส่งมาก็ส่งต่อไปเรื่อยๆ ไม่ได้ไตร่ตรอง กลั่นกรอง

ก่อนส่งต่อ บางครั้งจึงทำให้ผู้รับ รู้สึกไม่ค่อยจะสบายใจนัก ก็ต้องลบ

ให้เป็นขยะออกไป

        เป็นความโชคดีของผม ที่เครือข่ายส่วนใหญ่ มักจะส่งข้อความ

รูปภาพ บทความที่ดีๆ มาให้ ทั้งเรื่องความรู้ สุขภาพ ความสวยงาม

ในสิ่งที่ไม่เคยพบเห็น ความห่วงหาอาทร หรือแม้กระทั่งธรรมะ นี่คือ..

ที่มาของ "ตรรกะ+ปกรณ์= ตรรกปกรณ์ (ตำราความคิด)" การนำเอา

สิ่งที่ดี และมีประโยชน์ มาแบ่งปันความคิด เช่นนี้ ในรูปแบบนี้ จะเป็น

การเริ่มต้นของ website นี้ อีกแนวคิดหนึ่ง ในการสร้างสื่อสัมพันธ์

ให้กับสังคม แทนที่จะเป็นเพียง E-mail เฉพาะกลุ่ม หรือการเก็บไว้

แม้กระทั่งการลบทิ้ง ก็ออกจะเป็นการไร้ความหมายไร้คุณค่าเกินไป

 
"แก้วหนึ่งใบ"



 
 

 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 
 
 
"จึงดำรงตนมั่นถึงวันนี้"

สะบัดโบกโยกโยนโอนเอนลู่       สงบอยู่ยืนมั่นไม่หวั่นไหว
 
ลมกรรโชกพายุพัดแกว่งกวัดไกว  ยังอยู่ได้ไม่ต้องฝืนยืนมั่นคง
 
เปรียบผู้รู้โอนอ่อนผ่อนภาวะ       รู้ลดละปล่อยวางอย่างประสงค์
 
รู้อ่อนน้อมถ่อมตนพ้นทะนง        จึงดำรงตนมั่นถึงวันนี้
 
                                                             "หนึ่งแสงเทียน"
 
 
"เรื่องดีๆจากความรู้สึกที่ดีๆต่อกัน"


ลู่เหยา กับ หม่าลี่ เป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน ลู่เหยามีศักดิ์เป็นพี่
เขาแต่งงานมีครอบครัวแล้ว หม่าลี่ เป็นผู้น้อง ยังไม่ได้แต่งงาน
ลู่เหยามีฐานะยากจน ขณะที่หม่าลี่ฐานะร่ำรวย
ด้วยเหตุนี้ ลู่เหยาจึงได้รับการอุดหนุนจุนเจือจากหม่าลี่เสมอ
วันหนึ่ง ลู่เหยาบอกหม่าลี่ว่า ตนเองต้องการไปแสวงโชค
ต่างเมือง อยากจะฝากให้หม่าลี่ช่วยดูแลภรรยาให้
หม่าลี่รับปาก บอกว่าเขาจะดูแลให้ ไม่ต้องเป็นกังวล
....

ตั้งแต่นั้นมา ทุกครึ่งเดือนหม่าลี่จะสั่งให้คนรับใช้ นำของกิน
ของใช้ บรรทุกใส่รถม้าเต็มคันรถ นำไปให้กับภรรยาของ
ลู่เหยา… ภรรยาของลู่เหยา จึงคิดว่า เป็นเช่นนี้ก็นับว่าไม่เลว  
ได้รับการโอบอุ้มดูแล ยิ่งกว่าตอนที่อยู่กับสามีเสียอีก
ไม่ต้องทำงานก็มีข้าวกิน มีเสื้อผ้าสวมใส่ ทำให้นางนึก
ขอบคุณสามีที่มีน้องร่วมสาบานที่ดีเช่นนี้
....

ครึ่งปีผ่านไป เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป คนรับใช้ของหม่าลี่
ไม่ได้นำของไปให้ภรรยาของลู่เหยาอีกแล้ว ครึ่งเดือนก็แล้ว
หนึ่งเดือนก็แล้ว สองเดือนก็แล้ว ภรรยาของลู่เหยาจึงต้อง
ขายข้าวของที่หม่าลี่เคยส่งไปให้ เพื่อประทังชีวิต ไม่ถึง
ครึ่งปี ข้าวของทุกอย่างถูกขายจนหมด นางจึงคิดจะทำงาน
เพื่อหาเลี้ยงตนเอง เนื่องจากนางเคยเรียนเย็บปักถักร้อยมา
ตั้งแต่เด็ก นางจึงลองเย็บรองเท้าผ้าที่คนสวมใส่กัน
เป็นประจำ ออกขาย อาจเพราะว่า นางมีฝีมือดี หรือชาวบ้าน
ต่างสงสารนาง ก็มิอาจทราบได้ ทำให้ชาวบ้านพากันแย่ง
ซื้อรองเท้าของนาง จนขายหมดเกลี้ยงทุกวัน ไม่ว่านาง
จะตั้งราคาสูงเพียงใดก็ตาม
....

10 ปีผ่านไป ลู่เหยาก็กลับมาในคืนหนึ่ง เมื่อเขารู้ว่า ตั้งแต่
เขาจากไป หม่าลี่ไม่เคยมาดูแลภรรยาของตน และส่ง
ของกินของใช้ให้เพียงครึ่งปี หลังจากนั้น ก็ไม่ได้ส่งของกิน
ของใช้มาให้ภรรยาของตนอีกเลย เขาทอดถอนใจ แล้ว
กล่าวว่า
" คนอยู่น้ำใจอยู่ เมื่อคนจากไปทุกอย่างก็เปลี่ยนไป "
.....

เมื่อหม่าลี่ ทราบข่าวว่าลู่เหยากลับมา จึงส่งคนไปเชิญ
มาเลี้ยงต้อนรับ แต่ลู่เหยาปิดประตูไม่รับแขก หม่าลี่
จึงไปเชิญลู่เหยาด้วยตนเอง เขาคุกเข่าอยู่ที่หน้าประตู
จนลู่เหยาจำใจต้องไปที่บ้านของหม่าลี่ ระหว่างกินเลี้ยง
กัน ลู่เหยาต่อว่าหม่าลี่ที่ไม่ดูแลภรรยาของตน ซึ่งเปรียบ
เสมือนพี่สะใภ้ของหม่าลี่ก็ไม่ปาน หม่าลี่จึงพาลู่เหยา
เข้าไปที่สวนดอกไม้หลังบ้าน เขาเปิดประตูห้องใหญ่
ห้องหนึ่งออก และเชิญลู่เหยาเข้าไป ลู่เหยาตกตะลึง
จนตาค้าง เขาเห็นรองเท้าผ้ากองเต็มห้องไปหมด
ลู่เหยาเข้าใจทันที เขาจึงก้าวถอยออกจากประตูด้วย
ความละอายใจ และก้มลงคุกเข่าอยู่ที่หน้าประตูบ้าน
ของหม่าลี่
...

หม่าลี่รีบเข้าไปพยุงให้ลู่เหยาลุกขึ ้น แล้วกล่าวว่า
เรื่องที่พี่ใหญ่ฝากฝังให้ข้าดูแลพี่สะใภ้นั้น
ข้าไม่เคยลืมเลย แต่นึกไม่ถึงว่า ครั้งนี้พี่ใหญ่จะไป
เนิ่นนานถึงสิบปี เดิมทีข้าคิดจะอุดหนุนจุนเจือ
พี่สะใภ้ด้วยของกินของใช้บริบูรณ์ แต่อีกใจก็คิดว่า
เมื่อนางได้มีกินมีใช้อย่างสุขสบาย วันๆไม่ต้องทำอะไร
อาจเป็นเหตุให้นางก่อเรื่องที่มิดีมิงามขึ้นได้
ครั้นข้าจะไปดูแลนาง ก็เกรงว่าจะเป็นที่ครหา ให้นาง
เสียชื่อเสียง แล้วหากท่านกลับมา ข้าจะมาสู้หน้าท่านได้
อย่างไร แต่ก็น่านับถือที่พี่สะใภ้ รู้จักทำมาหากิน
ด้วยความสามารถของนางเอง สมกับที่ข้าได้ตังใจไว้
ข้าจึงให้คนไปซื้อรองเท้าที่นางทำขายทุกครั้งไป
...
 
ลู่เหยาได้ฟังแล้วก็ซาบซึ้งยิ่งนัก เขายืนจ้องหน้าหม่าลี่
อยู่นาน สักพักจึงกล่าวประโยคหนึ่งขึ้นมาว่า
ลู่เหยา (หนทางไกล) รู้ใจหม่าลี่(กำลังของม้า) กาลเวล