จากหนองคายสู่ฮานอย
                                          
                                             บันทึกโดย สุรเดช  พระลับรักษา 
---------------------------------------------------
 
 
 
ทักทายท่านผู้อ่าน  

         เป็นเรื่องเล่าระหว่างการเดินทางไปท่องเที่ยวและศึกษา

ภูมิประเทศ  วิถีชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนขนบธรรมเนียม

ประเพณี ศิลปวัฒนธรรมและแหล่งประวัติศาสตร์ ของสถานที่นั้น 

เพื่อเพิ่มประสบการณ์ในวัยผู้สูงอายุที่ยังพอมีเวลาและสุขภาพที่

สามารถเดินทางไกลได้ในระยะหนึ่งไม่ถึงกับสร้างความรำคาญ

แก่คณะผู้ร่วมเดินทางเท่าใดนัก การเดินทางออกนอกประเทศนั้น 

ก็พยายามเตรียมตัวเตรียมใจ เตรียมเวลา เตรียมค่าใช้จ่าย

ตลอดจนเอกสารการเดินทาง(Passport) ให้พร้อม ศึกษาเส้นทาง

ภูมิอากาศ ในการเตรียมเครื่องนุ่งห่มและกระเป๋าเดินทางที่

เหมาะสม ไม่ใหญ่ไม่เล็กเกินความจำเป็น ไม่ลำบากต่อการที่จะ

ขนย้าย เหล่านี้

        มีเพื่อนเดินทางที่ดี น่ารัก มีความรู้บ้างสามารถพูดคุยกันได้

มีความเอื้ออาทรช่วยเหลือกันในยามจำเป็น ก็จะทำให้การเดินทาง

ไปต่างถิ่นต่างภาษา เกิดความอบอุ่นและมีความสุขในการเดินทาง

เพื่อการศึกษาและท่องเที่ยวได้มากทีเดียว  การเล่าเรื่องระหว่าง

การเดินทางคราวนี้ ได้รับความอนุเคราะห์ภาพถ่ายประกอบเรื่อง

เล่า จากคุณวิชิต  บุญซื่อ  ครูชำนาญการพิเศษโรงเรียนท่าบ่อ

อำเภอท่าบ่อ  จังหวัดหนองคาย เพิ่มเติมจากส่วนที่ผู้เล่ามีอยู่แล้ว 

อีกท่านหนึ่งก็คือท่านอดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย

(นายสมัย ณ หนองคาย) พร้อมภริยา, ท่านผู้อำนวยการสำนักงาน

เขตพื้นที่การศึกษาหนองคาย เขต 1 (นายธีระวุฒิ  เจริญราษฎร์)

พร้อมภริยา  ซึ่งได้พบกันและมีโอกาสแลกเปลี่ยนข้อมูลเพิ่มเติม

จากที่มีอยู่แล้วบ้าง ท่านทั้งสองอยู่ในคณะเดินทางของพวกเรา

นั่นเอง ต้องขอขอบคุณไว้ ณ โอกาสนี้เป็นอย่างยิ่ง หวังว่า

เรื่องเล่าการเดินทางจากหนองคายสู่ฮานอย  คงจะให้ประโยชน์

แก่ท่านผู้อ่านตามสมควรนะครับ

 

ออกเดินทาง     

        อีกครั้งหนึ่งที่เราได้มีโอกาสเดินทางไปกับการบริการของ

”พิมทัวร์ (PIM TOUR)” ระหว่างวันที่ 6 – 10 กันยายน 2550

โดยใช้เส้นทาง หนองคาย – เวียงจันทน์ – เมืองวิงห์ – ฮาลอง

เบย์ –ฮานอย  นั่นคือเที่ยวเวียดนามนั่นเอง คณะของเราทั้งหมด

72 คน ประกอบด้วยท่านอดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย

(นายสมัย ณ หนองคาย) พร้อมครอบครัว,ท่านผู้อำนวยการสำนัก

งานเขตพื้นที่การศึกษาหนองคายเขต1(นายธีระวุฒิ เจริญราษฎร์)

พร้อมครอบครัว, ท่านรองผู้อำนวยการ สพท.หนองคายเขต 1

อีกหลายท่าน, ท่านผู้อำนวยการโรงเรียนสังกัด สพท.หนองคาย

เขต 1, คณะครูอาจารย์จากอำเภอเมือง,อำเภอท่าบ่อ,อำเภอ

ศรีเชียงใหม่, ท่านที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน นี้

หลายท่าน, ท่านอดีตผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอท่าบ่อ

พร้อมด้วยข้าราชการบำนาญอดีตศึกษาธิการอำเภอบ้านไผ่

จังหวัดขอนแก่น  ด้วยพาหนะรถปรับอากาศขนาดใหญ่ 2 คัน

แบ่งเป็นคันแรก 35 คน คันที่สอง 37 คน โดยใช้พนักงานขับรถ

จากเวียดนามโดยตรง หลังจากเอกสารหนังสือเดินทาง(Passport),

การทำประกันชีวิต,ประกันภัย, การตรวจสภาพรถและความพร้อม

ของพนักงานขับรถ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย พร้อมออกเดินทางใน

เช้าตรู่ของวันที่ 6  กันยายน 2550 เวลา 06.00 น.นัดหมายขึ้นรถ

ที่หน้าสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองคาย เขต 1

 

วันที่ 6 กันยายน 2550


       (ทัวร์คันแรกกับผู้บันทึกการเดินทาง และทัวร์คันที่สอง ด้านหลัง)


 (พนักงานขับรถ และไกด์ลาว, เวียดนาม มองดูก็รู้ว่าหน้าไหนเป็นหน้าไหน)

 

       06.50 น. รถเคลื่อนออกจาก สพท.หนองคาย เขต 1 มุ่งสู่

ด่านตรวจคนเข้าเมืองของไทย ตรวจเอกสารหลักฐานการเดินทาง

เสร็จ ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองของ

ประเทศลาว  มีการตรวจเอกสารการเดินทาง  ขณะรอก็มีการแจก

อาหารเช้าด้วยข้าวเหนียว ไก่ทอด ปลาทอด แจ่วบอง ผักนึ่ง และ

น้ำ อยู่บนรถนั่นแหละ  ท่านผู้ร่วมเดินทางพอได้รับแจก ก็ไม่รีรอ

โซ้ยเลยทันทีเหมือนกัน

       08.05 น. รถเคลื่อนออกจากด่านลาวมุ่งสู่เวียงจันทน์

เมืองหลวงของลาว ระยะทาง 22 กม.เท่านั้นเอง ใช้เวลาไม่มาก

นัก คณะเดินทางจากรถคันแรก ก็เริ่มรู้จักกับพนักงานขับรถ

(อ้ายต่วน) อีกคนเป็น Buddy คอยช่วยเหลือ ดูแลการเดินทาง

ร่วมกับพนักงานขับรถ(อ้ายเฟื๊อก) และนางไก่คำ(นางสาวนั่นแหละ

ยังไม่แต่งงานเรียกชื่อสั้นๆ ว่าไก่) ทำหน้าที่เป็น Guide เริ่มด้วย

การทักทาย “สบายดี เจ๊า”  แนะนำตัวเอง ทำความรู้จัก ให้ข้อมูล

ในการเดินทางเกี่ยวกับประเทศลาว พูดคุยสร้างความคุ้นเคย

ปฏิสัมพันธ์ เล่นเกมเล่านิทาน  เรื่องโจ๊ก  ร้องเพลง  เกร็ดความรู้

ตลอดเส้นทางหมายเลข 13 เพราะจะต้องเดินทางช่วงแรกนี้

ค่อนข้างไกล จุดหมายอยู่ที่เมืองวิงห์ (VINH CITY) ระยะทาง

500กม. ตอนนี้ ไม่มีอะไรดีไปกว่านั่ง เอนนอน หลับ ฟัง กิน

พูดคุย ชมวิวทิวทัศน์ไปเรื่อยๆ แต่ก็เสียดายที่นอกรถขณะนี้

ฝนตกตลอดทาง แม้จะไม่ตกหนักมากแต่อากาศก็อึมครึม มอง

ไม่ค่อยจะเห็นอะไรมากนัก และกว่าจะถึงที่หมายก็โน่นแหละ ค่ำ

นั่นคือนั่งรถตลอดทั้งวัน แต่ก็ไม่เห็นจะเป็นไรกิจกรรมมีได้ทั้งวัน

ไกด์ไก่ ก็พยายามที่จะไม่ให้พวกเราเหนื่อย และเซ็ง  จึงหาเรื่อง

ที่สนุกให้ได้หัวเราะกันตลอดทาง ยกเว้นคนนอนหลับ นอกจากนั้น

ก็ยังมีท่านรองฯสมัย ช่วยสร้างบรรยากาศที่สนุกสนาน ให้ความ

อบอุ่นในหมู่พวกเรารวมถึงท่าน ผอ.สพท. และอาจารย์ประภากร

อีกด้วย แว่วๆ มาว่าคณะเรา รถคันที่สอง สนุกน้อยกว่านี้

(จริงรึเปล่า)

        11.10 น. ถึงหมู่บ้านปากกะดิ่ง  รับประทานอาหารกลางวัน

ที่ร้านอาหารบุญชู  ฝนยังไม่หยุดตกครับ

        12.10 น. หลังจากพักรถ พักคน เติมเต็มให้กับกระเพาะแล้ว
 
ออกเดินทางต่อ  ไกด์ไก่ แนะนำว่าให้ตรวจสอบสิ่งของเครื่องใช้
 
และทรัพย์สินส่วนตัว ก่อนออกเดินทาง ก็คือให้ “จับมือ – ลูบอก -
 
จกกระเป๋า – ถูฟัน” (ความหมายก็คือ ดูว่าได้ถอดแหวนตอน
 
ล้างมือแล้วสวมคืนหรือยัง, ดูว่าได้ถอดสร้อยคอเวลาเข้าห้องน้ำ
 
หรือเปล่ายังอยู่ไหม, ดูว่ากระเป๋าเงินได้ตกหล่นหรือหลุดหาย
 
หรือไม่, และดูว่าฟันปลอมที่ถอดล้างหลังรับประทานอาหาร น่ะ
 
เอาใส่ปากคืนหรือยัง) ฮา.....บอกแล้วไง มุกสาวลาวคนนี้
 
ไม่ธรรมดา นี่ถ้าไม่เกรงใจใครบางคน ละก้อ...ฮึ่ม......
 
 
        12.45 น. ถึงสามแยกน้ำทอน เส้นทางสายนี้จะคดเคี้ยว

บางแห่ง มีเทือกเขาและป่าไม้สองข้างทาง  ผ่านทะเลภูเขาและ

หินหนามหน่อ เสียดายที่ฝนตก หมอกปกคลุมมากจนมองไม่เห็น

แต่ก็ตกลงกันว่าในวันที่เดินทางกลับ จะแวะชมให้ได้เพราะจุดนี้

เป็นจุดชมวิวที่สวยงามมากแห่งหนึ่ง กระนั้นก็ตามยังต้องจอดรถ

กลางสายฝนเพื่อให้ท่านที่กำลังมีทุกข์เบาๆ ลงไปปลดปล่อยซะ

ให้เรียบร้อย เดินทางต่อผ่านสถานที่และหน่วยงานที่สร้างเขื่อน

พลังไฟฟ้าน้ำเทินและสะพานข้ามแม่น้ำเทินกระทั่งเวลา14.55 น.

ถึงบ้านหลักซาวทราบข้อมูลว่าอีก 32 กิโลเมตรก็จะถึงด่าน

น้ำพาว ซึ่งเป็นด่านตรวจคนเข้าเมืองของประเทศลาว  ฝนเริ่ม

ซาเม็ดแล้ว

        15.25 น. ถึงด่านน้ำพาว ไกด์ ซึ่งมีหน้าที่ติดต่อเรื่องเอกสาร

การผ่านแดนก็ไปทำหน้าที่  พวกเราก็เข้าคิวแลกเงิน Dong ของ

เวียดนามตามอัตราแลกเปลี่ยน คือ 100 บาทต่อ 46,000 Dong

ก็เลยแลกกันคนละหลายแสน Dong หรือบางท่านอาจจะแลกไว้

เป็นล้านก็ตามอัธยาศัย  เสร็จภารกิจจากด่านน้ำพาว ก็ถึงด่าน

กาวแตว(Giay To) ก็ต้องใช้เวลาในการติดต่อนานพอสมควร

ถือเป็นโอกาสได้พักรถ พักคน ปลดทุกข์ ยืดเส้นยืดสาย ข้อสำคัญ

มีการนับจำนวนคนให้ตรงกับจำนวน Passport ด้วย  ซึ่งตอนนี้

มีการเปลี่ยนไกด์ใหม่ เป็นไกด์เวียดนาม ชื่อวิไล  รถคันที่สองก็

เปลี่ยนไกด์เช่นกัน เป็นชายชื่อเรียกง่ายๆว่า เล็ก  ทั้งสองคนพูด

ภาษาไทยได้ค่อนข้างคุยกันรู้เรื่อง  ส่วนไกด์ลาวก็ยังคงเดินทาง

ไปกับพวกเรา พูดคุยและช่วยสร้างบรรยากาศสนุกสนานเสริม

ไกด์เวียดนามไปด้วย  มีท่านผู้ร่วมเดินทางพูดว่าไกด์เวียดนาม

ค่อนข้างจะจริงจังเป็นวิชาการและมีเลือดรักชาติมากเกินไปหน่อย 

แต่ก็ไม่เป็นไรครับไกด์ท่านนี้ก็สามารถร้องเพลงเวียดนามให้เรา

ฟังได้ เพลงไทยในสมัยเก่าๆ ก็ร้องได้เช่นกัน เพราะเคยอยู่

เมืองไทยมาก่อนและเคยได้รับเชิญจากสถาบันราชภัฎอุดรธานี

ให้ไปสาธิตการทำอาหารเวียดนามมาแล้ว  อายุอานามของไกด์

ท่านนี้ มากกว่าอายุไกด์ลาวสองคนรวมกัน แค่ปีเดียวเองครับ

(61 ปี)

        ณ ด่านแห่งนี้พวกเราได้พบรถบรรทุกสุนัขที่ยังไม่ตาย

เต็มคันรถทีเดียว และมุ่งหน้าไปทางเดียวกับเราด้วย อดที่จะถาม

ไกด์ไม่ได้ว่า เขาบรรทุกสุนัขไปทำอะไรกันมากมายเช่นนี้  ได้รับ

การเฉลยว่าสุนัขเหล่านี้เป็นสินค้านำเข้าจากประเทศไทยสู่

เวียดนาม  มีราคาสูง สำหรับสุนัขที่ยังมีชีวิตอยู่ ราคากิโลกรัมละ

100 บาท แต่ถ้าชำแหละและถอนขนแล้ว ราคาจะแพงมากกว่า

หรือหากทำให้สุกเป็นอาหารรับประทานได้ เช่น อบ หรือย่าง

โดยแยกชิ้นส่วนเหมือนกับหมูหันบ้านเรา ราคาก็จะแพงยิ่งขึ้น

เป็นหลายร้อยบาทเลยทีเดียว  ในหลายแห่งของเวียดนาม โดย

เฉพาะตลาดสดจะวางขายอยู่หลายแผง ชาวเวียดนามจะนิยม

บริโภค  ถ้าเป็นสุนัขดำ ราคาก็ยิ่งแพงมาก&nb