จากหนองคายสู่ฮานอย...ฮาลองเบย์
 
                                                บันทึกโดย สุรเดช  พระลับรักษา
--------------------------------------------------------------------------- 
 
ความตอนที่แล้ว
 
           พาท่านไปชมบ้านเกิดของลุงโฮ แล้วจากนั้นก็สรวลเสเฮฮา
เสวนากับไกด์  แล้วรู้ว่า ฮอยประสบการณ์ ก็คือ รอยตีนกา  นั่นเอง....
---------------------------------------------------------------------------------

         08.50 น. ในขณะเดินทางผ่านสองข้างทางจะมองเห็นนาข้าว

เขียวชอุ่มสุดลูกหูลูกตา  มีสุสานของบรรพบุรุษเป็นแห่งๆ อยู่กลาง

ท้องนาบ้าง ข้างถนนบ้าง(คล้ายสุสานจีน) การทำงานของชาว

เวียดนาม เห็นความขยัน ความอดทน ทุกคนต้องทำงานไม่ว่าปลูกข้าว

ปลูกผักหรือประกอบอาชีพอื่นก็ตาม พื้นที่ข้างบ้าน จะไม่ปล่อยให้

ว่างเปล่า แต่จะมีการปลูกข้าวหรือปลูกมันเทศ สำหรับการศึกษา

จะมีโรงเรียนทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองใหญ่ๆ นักเรียนใน

ระดับประถมศึกษา จะเรียนกันทั้งเช้าและบ่าย มีเวลาพักเที่ยง

รับประทานอาหารที่โรงเรียน ส่วนนักเรียนมัธยมศึกษา จะเรียนใน

ตอนเช้าและพัก 10.30 น.กลับบ้านไปทำงานช่วยพ่อแม่ที่บ้าน และ

ทำงานของตัวเองเช่นการบ้านหรือที่ครูให้งานไปทำ  13.30 น.

ขึ้นเรียนภาคบ่าย เลิกเรียนเวลา16.30 น.ครูของเวียดนามมีเงิน

รายได้รายเดือนๆละ 2 ล้านกว่าดอง ก็ประมาณ 5,000 กว่าบาท

              (ไกด์เวียดนาม กำลังทำหน้าที่ให้คำแนะนำและข้อมูล)

                       
                             (ทุ่งนาข้าวกำลังเขียวขจี)
 
 
                 (นักเรียนปั่นจักรยานไปเรียนหนังสือ)

        10.45 น. แวะพักเข้าห้องน้ำที่ปั๊มน้ำมัน มีจำนวนน้อยมาก

หมายถึงทั้งปั๊มน้ำมันและห้องน้ำ  สุภาพสตรีต้องยืนรอเข้าคิว

เพราะมีห้องน้ำแค่ห้องเดียว ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่อยากจะเข้า

 
   (นึกว่ามุงดูอะไรกัน...ที่แท้ก็ ยืนรอเข้าคิวห้องน้ำนั่นเอง)

เอาเสียเลย ท่านสุภาพบุรุษ ไม่ได้ยืนเข้าคิวแต่ก็ยืนแอ่นแถว ต้นกล้วย กองฟาง ต้นมันสำปะหลัง ข้างปั๊มน้ำมันนั่นแหละครับ สำหรับที่เวียดนามนะครับถ้าไม่ใช่โรงแรมแล้วละก้อ..เข้าห้องน้ำทีละพันหรือสองพันทีเดียว..แบบนี้ขืนเข้าห้องน้ำบ่อยๆ  เงินหมดไม่รู้เด้อ...สิ บอกให่..จากนั้นคณะเรา ก็เดินทางต่อ เข้าเขตเมืองแทงห์ฮวา  มีข้อมูลเพิ่มเติมว่าที่อำเภอ  ทิงจา ของเมืองนี้ จะมีหมู่บ้านขอทาน ซึ่งปฏิบัติตามประเพณี ปีหนึ่งจะงดกิจกรรมการงานอื่นทั้งหมด แล้วพากันออกจากบ้านไปขอทาน ใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน จึงกลับมาทำงานตามปกติ เงินที่ได้มานำมารวมกันเพื่อพัฒนาหมู่บ้านเท่านั้น

        ที่นี่และอีกหลายแห่งในการเดินทางเข้าสู่ตัวเมือง เราจะมอง เห็นสัญญาณไฟเขียวเหลืองแดง มี 3 ระดับสายตาคือ ระดับบน สำหรับรถบรรทุกและรถยนต์ขนาดใหญ่  ระดับกลาง สำหรับรถเก๋งรถยนต์ขนาดเล็ก รถกระบะ  ระดับล่าง สำหรับจักรยานยนต์ และจักรยาน อยู่ในระดับสายตา ไม่ต้องแหงนดู  ไม่นานนักรถก็ผ่านรูปปั้นของกษัตริย์เลเหล่ย (Le Loi) ซึ่งเป็นวีรบุรุษคนสำคัญในประวัติศาสตร์ รวบรวมกลุ่มขึ้นเพื่อกอบกู้เอกราชจากจีน กระทั่งได้ตั้งราชวงศ์เลขึ้น และสถาปนาตนขึ้นเป็นกษัตริย์มีพระนามว่า พระเจ้า เลไทโต (Le Thai To)

        11.45 น. ถึงโรงแรม Sao Mai Hotel รับประทานอาหารกลางวันที่ชั้น 3 ของโรงแรม สะอาดโอ่โถงแต่รสชาติอาหารก็เดิมๆ

        12.45 น. ออกเดินทางต่ออีก 200 กม. ช่วงระยะของเส้นทาง มีตำรวจคอยตรวจจับความเร็วและมีเครื่องหมายจราจรจำกัดความเร็วอยู่ทุกระยะ  รถจึงเคลื่อนที่ได้เพียงชั่วโมงละ 50 -60 กม./ชม.เท่านั้น จึงต้องระวังมาก เพราะหากถูกจับแล้วเรื่องยาวและเสียเวลามาก จะต้องปฏิบัติตาม ดังนั้นกว่าจะถึงที่หมายก็คงจะใกล้ค่ำโน่นแหละ  เดินทางต่อผ่านอนุสาวรีย์วีรชน(ทหาร ชาวนา เอกชน ที่อุทิศชีวิตเพื่อชาติอีกหลายแห่ง)

        14.00 น. ผ่านเมือง Ninh Binh (นินบิ่ง) จะเห็นทางรถไฟเป็นทางคู่ขนานกับทางรถยนต์ ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมระหว่างฮานอยกับเมืองโฮจิมินท์  อีกแห่งหนึ่งที่ผ่านก็คือเมืองนามดิก เป็นย่านนิคมอุตสาหกรรม ผลิตสินค้าของญี่ปุ่นคล้ายกับเขตจังหวัดปทุมธานีของไทย

        14.40 น. แวะเติมน้ำมันรถ เข้าห้องน้ำอีกแล้ว เดินทางต่อเข้าเขตเมือง Thai Binh(ไถบิ่ง) บางคนก็ออกเสียงเป็นไฮบิ่ง (เรื่องการสะกดและการอ่านออกเสียงของภาษาเวียดนาม เขียนเป็นภาษาอังกฤษและภาษาไทย ตลอดจนออกเสียงยากมาก ต้องขออภัยหากมีการผิดพลาดในเรื่องของชื่อต่างๆ ทั้งสถานที่และบุคคล) เมืองนี้ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่ปลูกข้าวได้ผลผลิตและคุณภาพดีที่สุดของเวียดนาม มีประชากรราว 3 ล้านคน  ขณะนี้เรากำลังขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำแดง  ซึ่งแม่น้ำแดงมีต้นกำเนิดจากเมืองเหล่ากายประเทศจีน ไหลผ่านเขตประเทศจีนจนถึงฮานอย

        16.15 น. ถึงเมือง Hai Phong (ไหฝ่อง)(ไฮฟอง) ห่างจากฮาลองเบย์ ประมาณ 65 กม. หมู่บ้านแถบนี้จะปลูกสวนหมาก มีการอบหมากแห้งส่งไปขายเป็นสินค้าออกยังประเทศฮ่องกง กิโลกรัมละ 100 บาท  แวะพักรถพักคนอีกครั้ง  ก่อนถึงฮาลองเบย์ จะเห็นการทำนากุ้ง นาเกลือ เพราะเข้าเขตทะเลแล้ว ในที่สุดพวกเราก็ได้มาถึง Halong Bay(ฮาลองเบย์) เมื่อเวลา 17.25 น.

        ฮาลองเบย์ อยู่ในจังหวัด Quang Ninh (กว่างนิงห์) เป็นที่ตั้งของอ่าวฮาลอง  เป็นสถานที่ซึ่งได้รับการประกาศจากองค์การยูเนสโก ให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ที่มีความโดดเด่นงดงามไม่เหมือนที่ใด  จังหวัดกว่างนิงห์ มีดินแดนติดกับประเทศจีนทางทิศเหนือ  จึงทำให้มีชาวจีนเดินทางเข้ามาค้าขายและท่องเที่ยวมาก

        คำว่า “ฮาลอง” แปลว่า “มังกรร่อนลง” เคยเป็นสมรภูมิที่สำคัญในการต่อต้านการรุกรานของจีน ในอดีตหลายครั้ง รวมทั้งสงครามปฏิวัติด้วย  พื้นที่ 434 ตารางกิโลเมตรของอ่าวฮาลองประกอบไปด้วย เกาะแก่งใหญ่น้อย กว่า 2,000 เกาะ  องค์การยูเนสโก ได้ประกาศเป็นมรดกโลก เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2537 ครอบคลุมหมู่เกาะและถ้ำอีกหลายร้อยถ้ำ  จากการสำรวจสัตว์น้ำในบริเวณอ่าวฮาลอง มีปลาอาศัยอยู่กว่า 400 ชนิด ปะการัง 160 ชนิด  แพลงตอน 355 ชนิด สาหร่ายทะเล 140 ชนิด หญ้าทะเล 4 ชนิดและต้นโกงกาง อีก 34 ชนิด  จึงเป็นธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์มากในขณะนี้  เกาะจำนวนมากเช่นนี้ก็มีการตั้งชื่อกันไม่หวาดไม่ไหว  ปัจจุบันเกาะที่ยังไม่มีชื่อก็มีอีกมาก (ท่านผู้ใดอยากไปตั้งชื่อเกาะที่นั่นบ้างก็ไม่ขัดข้องนะครับ)

     &