บทความ:การศึกษาในแคลิฟอร์เนีย
                                                   ....สุรเดช  พระลับรักษา
 
---------------------------------------------------------------------
 
         วันหนึ่งได้มีโอกาสพูดคุยกับอาจารย์ท่านหนึ่ง เกี่ยวกับ
การศึกษาของไทยว่า ในปัจจุบันไม่ทราบว่ามีการเปลี่ยนแปลง
ระบบการศึกษาไปอย่างไรบ้าง ตามแทบไม่ทัน ยิ่งเด็กๆ ที่
กำลังเรียน และที่กำลังเตรียมตัวแข่งขัน เข้าเรียนในระดับ
มหาวิทยาลัย บ่นกันมากว่า ทั้งกิจกรรมก็มาก การสอบก็มาก
ไม่รู้ว่าสอบวัดผล สอบเก็บคะแนน ประเมินความรู้ อะไรต่อ
มิอะไร พวกหนูเรียนกันแต่ละวัน สมองแทบจะระเบิด ไหนต้อง
เรียนพิเศษเพิ่มเติมอีก นี่ขนาดเรียนในโปรแกรม Talent แล้ว
ก็ยังต้องเรียนพิเศษอยู่อีก พ่อแม่ผู้ปกครองก็บ่นๆ ว่า ครูเขา
ไม่สอนหรืออย่างไร ทำไมต้องเรียนพิเศษ ให้เสียเงินเพิ่มอีก
สิ่งต่างๆ ยังมีอีกมากมาย จากคำถามของเด็กและผู้ปกครอง
 
        วันนั้น ผู้เขียนไม่สามารถให้คำตอบเหล่านั้นได้ เพียงแต่
คิดว่า ในสมัยที่ตัวเองเรียนนั้น การเรียนการสอนใช้หลักสูตร
ที่เป็นของไทยล้วนๆ ก็มีระดับ ป.เตรียม(คือเตรียมตัวก่อนเรียน
ในชั้นประถมศึกษา) แล้วก็ชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษา และ
เตรียมอุดมศึกษา การศึกษาก็ขับเคลื่อนไปตามปกติ ผู้ที่มี
ความสามารถมากและมีโอกาส ก็ได้เรียนต่อในระดับอุดมศึกษา
เรียนจบมาแล้วก็ได้ทำงานทำการกัน สมัยนั้นคนน้อย การ
แข่งน้อย การศึกษาต่อน้อย ฯลฯ....เออ จริง
 
        วันนี้ ผู้เขียนได้มองการศึกษาด้วยการเปิดประตูการศึกษา
ออกไปให้กว้างไกล เห็นว่าการศึกษาจะหยุดอยู่แค่ระบบเดิมๆ
ไม่ได้ มีนักวิชาการ นักการศึกษา นักบริหาร นักธุรกิจ และ
นักอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย ที่ไปศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น
และอีกหลากหลายรูปแบบในต่างประเทศ และในประเทศ
ทำให้แนวคิดทางการศึกษาเปลี่ยนไป บางทีการเปลี่ยนแปลง
ที่ทำให้เด็กๆ และผู้ปกครองปวดเศียร ก็อาจเป็นเพราะว่า
ท่าน(นัก)ต่างๆเหล่านั้น ต่างก็จบปริญญาเอก มาจากสำนัก
ในต่างประเทศ ต่างกัน ใครๆ ก็ต้องนำแนวคิดจากที่ตนเอง
ไปเรียนมาว่า ดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ โดย(อาจจะ)มองข้าม
พื้นฐานของการศึกษาไทย ก็เป็นได้
 
        ดังนั้น ผู้เขียนจึงลองเอารูปแบบการจัดการศึกษา ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา มาเทียบเคียงดูว่า เขาจัดกันอย่างไร ทำไมจึงมีชื่อเสียงนัก แม้ว่าที่นั่น เขาจะมีชนพื้นเมืองและชาวต่างชาติปะปนกันอยู่หลายเผ่าพันธุ์ก็ตาม
       
        การจัดระบบเขตพื้นที่การศึกษา สหรัฐอเมริกามีเขตพื้นที่การศึกษารวม 17,140 แห่ง มีโรงเรียนรวม 96,193 โรงเรียนมีนักเรียนรวมประมาณ 48.522,000 ล้านคน ครู 3.05 ล้านคน
ในแต่ละปีมีผู้จบมัธยมศึกษาบริบูรณ์ 2.7 ล้านคน อัตราครูเฉลี่ยต่อนักเรียนที่ 15.9 คน และขนาดของโรงเรียนเฉลี่ยที่ 504.4 คน

       

       ในเขตพื้นที่การศึกษาขนาดใหญ่ 100 แห่งแรก มีขนาดตั้งแต่มีผู้เรียน 44,859 คนจนถึงขนาด 1,049,831 คน มีโรงเรียน 1,218 แห่ง ดังในกรณีของเมืองนิวยอร์ค(New York City – NYC) ในเขตพื้นที่การศึกษาของเมืองลอสแองเจลิส (Los Angles, California) ในรัฐแคลิฟอร์เนียมีผู้เรียน 735,058 คน ใน 663 โรงเรียน เฉพาะที่รัฐแคลิฟอร์เนียมีกว่า 1,100 เขตพื้นที่การศึกษา ที่มหานครลอสแองเจลิส ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันตกของสหรัฐอเมริกา ได้จัดทำระบบที่เรียกว่า Unified School District หรือระบบเขตพื้นที่การศึกษาร่วม รับผิดชอบต่อนักเรียนรวม 735,058 คน จัดว่าเป็นเขตพื้นที่การศึกษาใหญ่เป็นอันดับที่สองรองจากมหานครนิวยอร์ค

        ประกอบ คุปรัตน์ November 19, 2009 4:18 p.m. EST (online) http://pracob.blogspot.com/ 2009/11/32.htmlกล่าวถึงการศึกษาของรัฐแคลิฟอร์เนียว่า รัฐแคลิฟอร์เนียมีประชากร (Population) 36,756,666 คน หรือประมาณกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศไทย จัดว่าเป็นรัฐที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศ ในด้านรายได้ของประชากรเฉลี่ยต่อคนที่   US$54,385 จัดเป็นอันดับ ที่ 11 ของประเทศสหรัฐที่มีทั้งหมด  51 รัฐ และในสหรัฐอเมริกานั้น  รัฐใหญ่ๆอย่างแคลิฟอร์เนีย นิวยอร์ค (New York State) และรัฐเทกซัส (Texas) จัดเป็นรัฐ ขนาด ใหญ่ที่มีส่วนเป็นตัวชี้นำทิศทางของระบบมหาวิทยาลัยในรัฐอื่นๆของประเทศ

        ระบบอุดมศึกษาของรัฐแคลิฟอร์เนีย (Postsecondary education) ได้จัดให้มีระบบอุดมศึกษาที่น่าสนใจที่เขาเรียกว่า“ระบบ 3 ระดับ” (three tiered system)

        ระดับแรก เป็นระบบมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำ (Preeminent research university system) ซึ่งเป็นระบบที่รองรับมหาวิทยาลัย แห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย (University of California - UC) จัดว่าเป็นระบบมหาวิทยาลัยที่จ้างคนได้รับรางวัลโนเบล (Nobel Prize)  มากกว่าที่สถาบันการศึกษาใดๆในโลกจัดว่าเป็นระบบมหาวิทยาลัยของรัฐ (public university systems) ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลกทั้งหมดมีอยู่ 10 วิทยาเขต และมีวิทยาเขตที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอยู่อีกส่วนหนึ่ง มีนักศึกษาทุกระดับรวมทั้งสิ้นประมาณ 191,000 คน

        ระดับที่สอง เรียกว่า ระบบมหาวิทยาลัยของรัฐ (California State University - CSU) ซึ่งระบบนี้มีนักศึกษาประมาณ 450,000 คน จัดเป็นระบบมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุด มีผู้เรียนมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา เป็นระบบมหาวิทยาลัยที่รับนักศึกษาระดับกลุ่ม 1 ใน 3 แรกของผู้จบมัธยมศึกษา ระบบนี้มีอยู่ 23 แห่ง มีลักษณะมุ่งเน้นการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี แม้มีการเรียนการสอน  ในระดับมหาบัณฑิต (Master Degree Level) อยู่บ้าง

        ระดับที่สาม เรียกว่า “ระบบวิทยาลัยชุมชน” (California Community Colleges system) ให้บริการการศึกษาในวิชาการระดับล่าง หรือสองปีแรก และการฝึกทักษะด้านการงานและการอาชีพ จัดเป็นเครือข่ายของสถาบันอุดมศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วย 110 วิทยาเขต รองรับผู้เรียน ประมาณ 2.6 ล้านคน

       ในด้านค่าเล่าเรียนของแต่ละระดับ ก็มีลักษณะลดหลั่นกันไป โดยที่มีค่าเล่าเรียนสูงสุดในระบบการอุดมศึกษาของรัฐ คือระบบมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำ หรือที่เรียกว่า UC แต่โดยรวมก็ยังต่ำกว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำของเอกชน ส่วนที่มีค่าใช้จ่ายลดลงมา ก็คือระบบมหาวิทยาลัยของรัฐ (California state Universities – CSU) แต่ที่มีค่าเล่าเรียนต่ำสุดของระบบคือ กลุ่มวิทยาลัยชุมชน (Community Colleges) นอกจากนี้แล้ว ค่าเล่าเรียนสำหรับคนในท้องที่ (Residential Students) ก็จะน้อยกว่าพวกที่มาจากรัฐอื่นๆ หรือนักศึกษาต่างชาติ

       นอกจากนี้ แคลิฟอร์เนียยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเอกชน ที่มีชื่อเสียงดังเช่น Stanford University, the University of Southern California (USC), the California Institute of       Technology (Caltech), และ the Claremont Colleges (ทั้งนี้รวมถึง Harvey Mudd College และ Pomona College) แคลิฟอร์เนียยังมีวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเอกชนอื่นๆอีกหลายร้อย ซึ่งรวมถึงสถาบันที่ศาสนาเป็นเจ้าของ และสถาบันเฉพาะทาง

       อย่างไรก็ตาม มีคำกล่าวว่า “There is no free lunch.”  หรือ “ไม่มีอาหารกลางวันฟรี” ที่แท้จริง การเก็บค่าเล่าเรียนต่ำหรือไม่เก็บ ท้ายสุดก็ต้องนำเอาภาษีอากรจากประชาชนสูงขึ้น เพื่อเอามาใช้เพื่อการศึกษา โดยทั่วไปนั้น การศึกษาขั้นประถม และมัธยมนั้น เป็นบริการจากรัฐและท้องถิ่นที่จะให้บริการการศึกษาแบบไม่มีค่าเล่าเรียน แต่ในระบบอุดมศึกษานั้น ในช่วง 40 ปี ที่ผ่านมา ค่าเล่าเรียนได้เพิ่มมากขึ้น เงินสนับสนุนจากรัฐหรือท้องถิ่นที่ให้จะลดสัดส่วนลงตลอด ดังนั้นเมื่อรัฐ (State) มีปัญหาการจัดเก็บภาษี ไม่ได้เงินรายได้อย่างที่เคย ก็ต้องลดการสนับสนุนกิจการด้านต่างๆ เช่น ถนนหนทาง ก็ซ่อมแซมน้อยลง การศึกษาก็ต้องหาทางช่วยตัวเองมากขึ้น แต่หากจัดเก็บภาษีมากกว่านี้ ประชาชนก็จะทนภาษีไม่ไหว และก็จะย้ายไปอยู่รัฐอื่นๆ รายได้ของรัฐก็จะยิ่งตกต่ำลงไปอีก

       จากงานวิจัยของ Ken Bergstorm (1990) ครูในรัฐแคลิฟอร์เนียแสดงทัศนะ การศึกษาในระบบ ไว้ดังนี้

1.  นักเรียนได้รับการเรียนรู้ที่มีคุณค่า  ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง  ส่งเสริมการคิด การแก้ปัญหา และพัฒนาทักษะสังคม

2.  เป็นภาพสะท้อนของโลกที่เป็นจริง ทำให้นักเรียนสนใจ เกิดแรงจูงใจในการเรียน Life Long Learning

3.  การบูรณาการเป็นการสอนที่เปิดกว้าง  นักเรียนได้เติมเต็มความรู้ และกระบวนการทำงาน

4. เป็นการส่งเสริมทักษะทางสังคมของนักเรียนโดยเน้นความร่วมมือในการทำงาน

5. เป็นการเชื่อมโยงวิชาต่างๆ ในหลักสูตร ทำให้เกิดการเรียนรู้ ทั้งแนวลึกและแนวกว้าง

6. นักเรียนเกิดความกระตือรือร้นในการเรียน

 

        ผู้เขียน ได้พยายามศึกษาให้รอบด้านทางการศึกษาว่า ที่แคลิฟอร์เนีย ได้มีการจัดการศึกษานอกระบบหรือไม่ อย่างไร ได้รับคำตอบว่า

        การจัดระบบการศึกษาในแต่ละประเทศ ย่อมแตกต่างกันออกไป ตามนโยบายของแต่ละประเทศ นั้นๆ แม้ในบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา การจัดระบบการศึกษาในแต่ละรัฐก็ให้รัฐจัด      ระบบการศึกษาเอง ตามความเหมาะสม เป็นต้น ขณะเดียวกัน ต้องทำความเข้าใจการศึกษาในระบบก่อนว่า ระบบการศึกษาในสหรัฐอเมริกา ควบคุมโดยแต่ละรัฐแยกจากกัน เด็กทุกคนจะถูก    ให้เรียนจบในระดับ High school และจบในระดับชั้นเกรด 12 หรือเทียบเท่า โดยผู้ปกครองสามารถเลือกให้ลูกเรียนที่โรงเรียนรัฐบาล หรือโรงเรียนเอกชน นอกจากนี้ยังมีผู้ปกครองบางกลุ่ม  ที่สอนให้ลูกเรียนด้วยตนเองที่บ้านหรือในชุมชนซึ่งเรียก ลักษณะนี้ว่าโฮมสคูล (Home School) ภายหลังจากจบการศึกษา นักเรียนสามารถเลือกเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ทั้งใน      มหาวิทยาลัยรัฐหรือมหาวิทยาลัยเอกชน โดยนักเรียนสามารถกู้เงิน จากทางธนาคารหรือหน่วยงานราชการ สำหรับจ่ายเป็นค่าเล่าเรียน ในระดับนี้ และจ่ายคืนภายหลังจบการศึกษา มหาวิทยาลัยเอกชน ส่วนใหญ่ค่าเรียนจะแพงกว่ามหาวิทยาลัยรัฐ ในขณะที่คุณภาพของมหาวิทยาลัยบางแห่งเทียบเท่า ดีกว่า หรือด้อยกว่ามหาวิทยาลัยรัฐ  นอกจากนี้นักเรียนสามารถเลือกเรียนในวิทยาลัยชุมชนที่ค่าเรียนถูกกว่าทั้งมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชนในช่วง 2 ปีแรก และโอนหน่วยกิตไปเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยอื่นในช่วงต่อมาได้

Comment:โฮมสคูล (Home School)ที่สหรัฐอเมริกา,แคลิฟอร์เนีย จัดการศึกษา นั้น เป็นโรงเรียนจริงๆ ที่พ่อแม่จัดขึ้นภายในบ้าน และสอนลูกของตนเอง ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการท้องถิ่น ซึ่งประกอบด้วยเนื้อหา แนวการสอน และการวัดผลของเด็กๆ ในประเทศไทย  มีจุดกำเนิด มาจากการปฏิรูประบบการศึกษา ตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่มุ่งเน้นให้ผู้เข้ารับการศึกษาเป็นศูนย์กลางของความรู้ มีความรู้รอบตัว ให้ความสำคัญกับกิจกรรมนอกสถานศึกษาเพื่อให้เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์จริงไม่ใช่แค่ท่องตำราเป็นนกแก้วนกขุนทอง (ผู้เขียน)

          ถ้าวิเคราะห์จากข้อความที่เน้น แล้วแทบจะหาช่องว่างที่ประชาชนจำเป็นจะต้องเรียนการศึกษานอกระบบ ไม่ได้เลย แต่เมื่อมีการสำรวจการอ่านออกเขียนได้ของสหรัฐอเมริกา กลับพบว่า   สหรัฐอเมริกามีอัตราการอ่านออกเขียนได้ค่อนข้างต่ำ โดยมีค่า 86-98% ของประชากรที่อายุมากกว่า 15 ปี ดังนั้น ความน่าจะเป็นในส่วนของการศึกษานอกระบบ ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง      หรือหลายๆ รูปแบบ ในการจัดการศึกษานอกระบบดังกล่าว จึงเกิดมีขึ้น ซึ่งอาจจะไม่ใช่ Non-formal Education เหมือนที่จัดในประเทศไทยก็เป็นได้

       อย่างไรก็ตามการศึกษานอกระบบ(Non-formal Education) เป็นการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นและหลากหลายรูปแบบ ไม่มีข้อจำกัดเรื่องอายุและสถานที่โดยมุ่งหมายให้เป็นการศึกษา เพื่อพัฒนา คุณภาพมนุษย์ มีการกำหนดจุดมุ่งหมาย หลักสูตร วิธีการเรียนการสอน สื่อ การวัดผลและประเมินผลที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งอาจแบ่งได้ 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ ประเภทความรู้พื้นฐานสายสามัญ ประเภทความรู้และทักษะอาชีพ และประเภทข้อมูลความรู้ทั่วไป โดยหลักการของการศึกษานอกระบบก็คือ

       1. เน้นความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษาการกระจาย โอกาสทางการศึกษาให้ครอบคลุมและทั่วถึง

       2. ส่งเสริมการจัดการศึกษาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต มีความยืดหยุ่นในเรื่องกฎเกณฑ์ ระเบียบต่าง ๆ

       3. จัดการศึกษาให้สนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ให้เรียนรู้ในสิ่งที่สัมพันธ์กับชีวิต

       4. จัดการศึกษาหลากหลายรูปแบบคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ผู้สอนมิได้จำกัดเฉพาะครู อาจจะเป็นผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานหรือจากท้องถิ่น

       ขณะเดียวกันเมื่อผู้เขียนได้ศึกษาข้อมูลเชิงลึก พบว่า ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา รัฐบาลท้องถิ่นได้จัดงบเบี้ยเลี้ยงให้ผู้ด้อยโอกาสไปเรียนในวิทยาลัยท้องถิ่นเพื่อจะได้ไม่ต้องพะวักพะวน กับการทำงานหาเงินไปด้วยเรียนไปด้วย และได้มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยเสมือนจริงในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย

 

มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเสมือนจริง 

        ในปี พ.ศ. 2539 ผู้ว่าการรัฐและผู้นำทางการศึกษาของรัฐแคลิฟอร์เนียเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดการสร้างมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเสมือนจริง (California Virtual University) นี้ขึ้น และสร้างขึ้น     ในปี พ.ศ. 2540 โดยมีจุดประสงค์  เพื่อสนับสนุนการศึกษาทางไกล ให้กับชาวแคลิฟอร์เนียและชาวต่างชาติ  เนื่องจากเป็นรัฐที่มีนักเรียนต่างชาติมากที่สุด มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเสมือนจริงนี้ เสนอหลักสูตรออนไลน์ มากกว่า 2,000 หลักสูตร จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ในภาครัฐบาลและภาคเอกชนที่ได้รับการรับรอง

มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียออนไลน์ 

        มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียออนไลน์ (University of California Extension Online) เป็นผลของความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเบิร์กลี่ย์ ภาคการศึกษาต่อเนื่อง กับมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ภาคการศึกษาทางไกลระดับมลรัฐ และศูนย์การศึกษาทางไกลและสื่อผสม เว็บมหาวิทยาลัยออนไลน์แห่งนี้  ออกแบบมาคล้ายกับเว็บของอเมริกาออนไลน์  ซึ่งเป็นผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ที่ใหญ่ที่สุดในโลก  และมีจุดประสงค์เพื่อให้โอกาสแก่ผู้ที่ต้องการศึกษาแบบต่อเนื่อง และผู้ที่ต้องการเรียนรู้ทักษะความรู้ที่ทันสมัย

        ทั้งนี้มหาวิทยาลัยรับประกันคุณภาพของเนื้อหา หลักสูตร และผู้สอน ว่าใช้มาตรฐานเดียวกับหลักสูตรอื่นๆ ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ผู้สนใจสามารถเยี่ยมได้ที่ learn.berkeley.edu

        หลักสูตรของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียออนไลน์ ประกอบไปด้วยการจัดการธุรกิจและการบริหาร วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ และวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ เป็นต้น เหมือนกับหลักสูตรการเรียน    ผ่านอินเตอร์เน็ตที่อื่นๆ เพราะฉะนั้นการเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนียบนอินเตอร์เน็ตสามารถที่จะสำเร็จได้โดยผู้เรียนได้รับความสะดวกสบายโดยผ่านบริการต่างๆ ที่มีอยู่บนอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นสื่อประกอบการเรียนการสอนออนไลน์ กระดานข่าวอีเมล์ และการโต้ตอบกันภายในกลุ่มเวลาเดียวกันได้ อย่างไรก็ตาม ผู้เรียนจะต้องมีตำราเรียนเป็นเล่ม และการสอบต่างๆ ที่ทาง  มหาวิทยาลัยจะจัดผู้คุมไว้โดยเฉพาะ เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้มีความจำเป็นอย่างมากในการเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้

       บุญเกื้อ ควรหาเวช. (2542). นวัตกรรมการศึกษา. กรุงเทพฯ:ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.มหาวิทยาลัยเสมือนจริง(Virtual University) ให้ความหมายเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยเสมือนจริงว่า คือ มหาวิทยาลัยที่ไม่มีข้อจำกัดในด้านเวลาและสถานที่ นั่นคือ ใครจะเรียนเวลาใด และ เรียนจากที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น ในมหาวิทยาลัย เสมือนจริงนั้นไม่ว่าจะเป็น ห้องเรียน  ห้องทดลอง  ห้องสมุด  และห้องพบปะสนทนา  ล้วนเปิดตลอดวันละ 24 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 7 วัน  เพราะทุกอย่างอยู่ในเว็บหรือหน้าจออินเตอร์เน็ต ไม่ได้เป็นของจริง ๆ 

       นักศึกษาของมหาวิทยาลัยเสมือนจริงไม่ต้องเดินทางไปมหาวิทยาลัยและไม่ต้องเสียเวลา  วนหาที่จอดรถ นักศึกษามหาวิทยาลัยเสมือนจริงไม่ต้องแต่งเครื่องแบบ และถ้าเป็นผู้หญิง ก็ไม่ต้อง  เสียเวลาเลือกชุดเสื้อผ้าที่จะใส่ไป มหาวิทยาลัย เพราะไม่ได้ต้องแต่งตัวไปแข่งกับใคร  บางคนถึงกับกล่าวว่าจะแต่งตัวอย่างไร หรือไม่แต่งอะไรเลย  ก็ยังเรียนที่มหาวิทยาลัยเสมือนจริงได้ เพราะเรียนอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจจะอยู่บนเตียงนอน ในห้องนอน หรือที่ไหนในบ้าน หรือที่ทำงานหลังเวลางานก็ยังได้

        จากการศึกษา ยังได้พบอีกว่า มีวัดไทยในแคลิฟอร์เนีย ได้รับอนุญาตให้เปิดศูนย์การเรียนการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ซึ่งเปิดสอนในวัดป่าธรรมชาติ รัฐแคลิฟอร์เนีย  เช่น