จากหนองคายสู่ฮานอย....ฮานอย-ฮอยอัน-หุ่นกระบอกน้ำ

                                                บันทึกการเดินทางโดย สุรเดช  พระลับรักษา
-------------------------------------------------------------------------------------
 
ความตอนที่แล้ว
 
          เที่ยวอ่าวฮาลอง ตั้งแต่เช้าถึงบ่าย ขึ้นรถ..ลงเรือ..เลือกซื้อ
ของที่ระลึก..ชมธรรมชาติของ Halong Bay จอดเรือข้ามสะพาน..เข้าถ้ำ และ
ขากลับ แวะซื้อสมุนไพรจีน บ่ายหน้าเข้าฮานอย...
-------------------------------------------------------------------------------------

        15.10 น. เข้าสู่ชานเมืองฮานอย ความพลุกพล่านของ

ยานพาหนะ มีให้เห็นมากขึ้นตามลำดับ ฮานอยมีพลเมืองประมาณ

5 ล้านคน  รถของเราเคลื่อนผ่านไปบนสะพานข้ามแม่น้ำแดง   

ซึ่งมีความยาวถึง 3 กม. กว้างมาก และมีสะพานอีกหนึ่งแห่งซึ่ง

ไม่ไกลมากนัก สามารถมองเห็น  ชื่อสะพานลองเบียน เป็นสะพาน

ที่อเมริกาทิ้งระเบิดทำลายเพื่อตัดการลำเลียงเครื่องอุปโภคบริโภค

และยุทโธปกรณ์ในการทำสงครามกับเวียดนาม และยังเป็นหนาม

ยอกอกชาวเวียดนามอยู่จนทุกวันนี้  ตอนนี้เรากำลังเดินทางเข้าสู่

ใจกลางเมืองฮานอย มุ่งหน้าไปชมวิหารวรรณกรรม ผ่านพระราชวัง

เก่าแก่ซึ่งสร้างในสมัยศตวรรษที่ 10-12 สองฟากถนนจะปลูกต้น

มะฮ๊อกกานี เป็นร่มเงาดูมืดครึ้มไปหน่อยแต่ก็ร่มรื่นครับ..และแล้ว

ก็ถึงจนได้ วิหารวรรณกรรม ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่ปรมาจารย์ขงจื้อ

ของจีน ภาษาเวียดนามเรียกว่า Van Mieu (วันเหมียว) สร้างขึ้น

ในปี 1613 สมัยพระเจ้าหลีไทโตง (Le Thai Tong)

         วิหารนี้อยู่ติดกับ กว็อกตื่อยาม (Quoc Tu Giam) โรงเรียน

ของพวกขุนนาง และเป็นมหาวิทยาลัยแห่งชาติแห่งแรกของ

เวียดนาม ได้ถูกเปลี่ยนชื่อในสมัยราชวงศ์ตรัน เป็น Quoc Hoc Vien

(กว็อกช็อกเวียน) ตรงบริเวณหัวมุมทางเข้าด้านหน้า จะมีซุ้มแผ่นป้าย

ทำด้วยหินสลักข้อความ “ขอให้ผู้มาเยือนลงจากหลังม้า ก่อนที่จะ

เข้าไปข้างใน”  ผ่านประตูทางเข้าเรียกว่า ประตูปัญญา ในวิหาร

วรรณกรรมจะมีแผ่นศิลาจารึกไว้ 82 แผ่น ทำด้วยหินอ่อน สลักชื่อ

ผลงานประวัติทางวิชาการของผู้ที่สอบผ่าน โดยจอหงวน 133 คน

ช่วยกันจารึก ฐานของแผ่นศิลาเป็นรูปปั้นเต่า  เชื่อกันว่าหากใคร

ได้ลูบหัวหรือหลังเต่าจะทำให้อายุยืนยาวนาน  ดังนั้นจึงปรากฏว่า

เต่าบางตัวจะมีร่องรอยการลูบของนักท่องเที่ยว จนมันเลื่อมไปเลย...

ใครๆ ก็อยากจะอายุยืนจริงไม๊?

        

                                          

          ออกจากวิหารวรรณกรรมวันเหมียว เดินทางต่อไปยังวัด หง็อกเซิน (Ngoc Son) จากชายฝั่ง มีสะพานสร้างด้วยไม้ล้วนๆ ทาด้วยสีแดงรูปร่างสวยงาม ทอดข้ามไปยังเกาะหยก 

สะพานนี้มีชื่อว่าเทฮุก (The Huc) แปลว่า “แสงอาทิตย์”  สะพานแสงอาทิตย์นี้เป็นที่รู้จักของแฟนภาพยนตร์เรื่อง “ฮอยอันฉันรักเธอ” อย่างดีทีเดียว  มีอาคารชั้นเดียว 2 หลัง ประดิษฐานรูปเคารพของเจ้าแม่กวนอิม เจ้าพ่อกวนอู และขงจื้อพร้อมศิษย์ ที่อาคารหลังเล็กมีซากเต่าสตั๊ฟฟ์ตัวใหญ่ ยาว 2.10 เมตร พร้อมดาบศักดิ์สิทธิ์จำลองอีก 1 เล่ม ใส่ตู้กระจกอยู่ใกล้กัน

         

          จากนั้นให้เวลาและโอกาสในการถ่ายเทเงินดองและเงินบาทจากกระเป๋าออกสู่ตลาดฮานอย แลกซื้อสินค้าและของที่ระลึกที่  ชื่นชอบ  แน่นอนทุกคนต่างก็ชอบอยู่แล้ว  อย่างน้อยก็ซื้อกระเป๋าเดินทางเพิ่มขึ้นอีกคนละใบ เพื่อบรรจุของที่ระลึกและของฝาก เงินก็ใกล้จะหมด การเดินทางก็ใกล้จะกลับก็ต้องรีบซื้อกันละ นัดหมายเวลา 18.00 น. เพื่อเดินทางออกนอกเมืองไปรับประทานอาหารเย็น แล้วกลับเข้าเมืองฮานอยไปชมการแสดงพื้นเมืองหุ่นกระบอกน้ำ  (Water Puppet Show) ทุกคนรับทราบ เมื่อถึงเวลาก็เดินทางไปที่ร้านอาหาร แม้จะคับแคบแต่ก็ต้อนรับด้วยอัธยาศัยไมตรีอันดี มีนักร้องและนักดนตรี ร้องและบรรเลงเพลงเวียดนามและเพลง”ลอยกระทง” ให้พวกเราได้ครึกครื้นพอสมควร  รับประทานอาหารเสร็จ

        20.00 น. พวกเราพร้อมในโรงละครกันแล้ว  หุ่นกระบอกน้ำ เป็นศิลปะการแสดงที่เชื่อมโยงกันระหว่างความรักในเทพนิยายของชาวเวียดนามกับความภาคภูมิใจในความเป็นชาติอย่างรุนแรง  ผู้แสดงหุ่นกระบอกจะยืนอยู่หลังฉากในน้ำที่สูงถึงระดับเอว เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของหุ่นกระบอกด้วยไม้ไผ่ลำขนาดยาว ตามปกติจะมี 12 ตอน แต่ละตอนจะแสดงบอกเล่าเรื่องราวของเทพนิยายเวียดนามและประวัติศาสตร์ จะมีวงดนตรีพื้นเมืองบรรเลงประกอบ เรื่องที่นิยมเล่นก็คือ เรื่องของเต่าที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบโฮฮว่านเกี๋ยม (Ho Hoan Kiem) แปลว่า ทะเลสาบแห่งดาบที่กลับคืน  มีเรื่องเล่าต่อเนื่องกันมาว่า พระเจ้าเลไทโต ได้รับดาบวิเศษมาใช้ในการต่อสู้กับพวกหมิงจากจีน หลังจากได้ชัยชนะ ก็เสด็จลงเรือไปกลางทะเลสาบแห่งนี้ เพื่อจะคืนดาบวิเศษแก่เต่าศักดิ์สิทธิ์ สักครู่เต่าก็โผล่ขึ้นมาคาบดาบจากพระหัตถ์ของพระองค์ แล้วดำน้ำหายไปในทะเลสาบ การบรรยายใช้ภาษาเวียดนามตลอด  ความรู้สึกและประทับใจก็คือ ผู้ชักหุ่นแช่น้ำอยู่เป็นเวลานับชั่วโมง  ลำไม้ไผ่ลำยาวและหุ่นบางตัวก็มีน้ำหนักมาก  ผู้ชักหุ่นต้องใช้พละกำลังมาก  หุ่นกระบอกน้ำ ยังเป็นการแสดงที่มีแห่งเดียวในโลกด้วย  การใช้ตัวละครมีทั้งหุ่นกระบอกแบบนินจา หุ่นมังกรพ่นน้ำพ่นไฟ  นกกระยาง  เด็กเลี้ยงควายตกปลา  งู  ชาวบ้าน  หงส์คู่ฟ้อนรำและออกไข่แล้วกลายเป็นลูกหงส์  กษัตริย์ มเหสี ขบวนแห่เรือหัวมังกร  เต่าทอง รวมถึงการแข่งเรือยาว เหล่านี้ นับว่าเป็นที่ชื่นชมยิ่งนัก

 

ทะเลสาบโฮฮว่านเกี๋ยม ที่กล่าวถึงและแสดงในโรงละครนั้น ยังมีอยู่จริง เป็นทะเลสาบอยู่ใจกลางเมืองเก่าที่สวยงามและใหญ่ที่สุดในกรุงฮานอย และมีหอคอยเล็กๆ ชื่อว่า “หอคอยเต่า” อยู่บนเกาะกลางทะเลสาบและยังมีเต่าตัวใหญ่อาศัยอยู่ในทะเลสาบแห่งนี้กระทั่งปัจจุบัน

          21.00 น. จบการแสดงออกจากโรงละคร ยืนคอยรถทัวร์ ปรากฏว่าวันนี้มีการแข่งขันฟุตบอลระดับโลกที่สนามเมืองฮานอย แม้จะมีการถ่ายทอดสด แต่ท่านผู้ชมที่เป็นแฟนบอล ก็ชอบดูที่สนามมากกว่า  ดังนั้นในเวลาเดียวกันนี้ ฟุตบอลแข่งขันกันเสร็จพอดี ผู้ชมเริ่มทยอยออกจากสนามในเส้นทางที่พวกเรากำลังรอรถอยู่ ท้องถนนเต็มพรืดไปด้วยจักรยานยนต์และจักรยานสองล้อ ประมาณ 15,000 คันขึ้นไปขับด้วยความเร็วมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน บางคันซ้อน 2-3-4 บางคันแซง ต่างคันต่างขับขี่ไม่ได้เข้าแถวเป็นขบวน วินาทีนี้รถยนต์บนท้องถนนไม่มีสิทธิ์วิ่งครับ  กว่าจักรยานยนต์จะเบาบางลงต้องรอเวลากว่า 30 นาที เราจึงได้ขึ้นรถมุ่งหน้าไปยังที่พักโรงแรม Cong Doan (กงฮว่าว) ถึงโรงแรมแล้วยังอัศจรรย์ใจไม่หายว่า การจราจรรถจักรยานยนต์มีมาก วิ่งกันเต็มท้องถนนไปหมด ไม่มีการแบ่งเลนแบ่งฟากถนน วิ่งกันวุ่นไม่มีระเบียบ วิ่งกินเลนกันไปมา สุดแต่จะมีที่ว่างให้วิ่งไปได้ เสียงแตรรถบีบขอทางกันดังสนั่น กติกาการขับรถของที่นี่ก็คือ”คุณต้องขับไปเรื่อยๆ แล้วหลบเอาเอง อย่าหยุดรถโดยเด็ดขาด ต้องผ่อนช้าเร่งเร็วเอาเอง ถ้าหยุดกะทันหันไม่มีใครรับรองความปลอดภัยของคุณแน่” ..เฮ้อ.

 

วันที่ 9 กันยายน 2550 

        วันนี้นัดหมายกันว่าจะไปชมสุสานโฮจิมินห์และคารวะศพลุงโฮ ชมทำเนียบรัฐบาล ชมพิพิธภัณฑ์ประวัติการกอบกู้เอกราช ชมวัดเสาเดียว(Chua Mot Cot) คณะเราได้รับเกียรติเป็นแขกพิเศษในการเข้าคารวะศพของลุงโฮ โดยมีเจ้าหน้าที่เป็นผู้เชิญพวงหรีด ให้หัวหน้าคณะของเรา(ท่าน ผอ.สพท.หนองคาย เขต 1)เป็นผู้วาง พร้อมด้วยคณะของพวกเราทั้งหมดร่วมขบวนและพิธีด้วย  เช้านี้อากาศเย็นสบาย มีฝนพรำเล็กน้อยก่อนออกเดินทาง ไม่นานนักเราก็ถึงทำเนียบ

        การเข้าร่วมพิธีในครั้งนี้ห้ามนำวัตถุสิ่งของใดๆ เข้าไปในสถานที่โดยเด็ดขาด เช่น กระเป๋าถือ โทรศัพท์มือถือ กล้องถ่ายรูป อาวุธ ฯลฯ และมีการตรวจโดยการ X-Ray  ดังนั้นเราจึงต้องผ่านโซน Security Control พากันยืนรออยู่เป็นเวลานาน ปรากฏว่าขณะนั้นมีแขกของรัฐบาลมาเยี่ยมจึงจำเป็นต้องรอก่อน ต้องอดทนครับ ยิ่งวันนี้มีประชาชนเข้าแถวรอการคารวะศพลุงโฮ เป็นจำนวนหลายคณะ รวมทั้งคณะทัวร์ต่างๆ อีกมาก รวมแล้วหลายสิบคณะและหลายพันคน  ในที่สุดก็ถึงเวลา..

        เจ้าหน้าที่ 4 นาย ช่วยกันยกพวงหรีดเดินนำคณะไปอย่างช้าๆ เป็นระเบียบ ถึงจุดที่ตั้งได้วางพวงหรีดทำความเคารพแล้วนำคณะเราผ่านประตูสุสานเข้าไปภายในอาคาร มีการทาสีทางเดินให้เป็นพื้นสีแดงทำนองลาดพระบาท เข้าสู่ห้องแอร์เย็นฉ่ำ ขึ้นบันไดไปเรื่อยๆ ประมาณชั้น 3 ของอาคาร เดินผ่านโลงแก้วบรรจุศพของลุงโฮ แต่เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้พวกเราหยุด เพียงแต่ให้แสดงการคารวะเท่านั้น แล้วเดินต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งออกทางประตูนอกอาคาร


        ที่บริเวณนี้คือจัตุรัสบาดิงห์(Badinh) บนถนนเดียนเบียนฟู เป็นที่ตั้งของอาคารที่โดดเด่นเป็นสง่า ชื่อ ลางจู่ติกโฮจิมินห์(Lang Chu Tich Ho Chi Minh) สุสานของโฮจิมินห์ ภายในบรรจุศพอาบน้ำยา นอนสงบอยู่ในโลงแก้วในห้องปรับอากาศ  มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด  สุสานแห่งนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2516 หลังจากโฮจิมินห์เสียชีวิต 4 ปี  พวกเราเดินชมบริเวณรอบข้าง ด้านหลังของสุสานจะเป็นทำเนียบประธานาธิบดี ปัจจุบันใช้เป็นสถานที่รับรองแขกของรัฐบาล  ถัดไปทางด้านหลังอีกเล็กน้อย จะเป็นบ้านพักของลุงโฮ ท่านเคยพำนักอยู่ระหว่างปี พ.ศ.2501 – 2512ท่ามกลางสวนที่มีต้นไม้ใหญ่หนาครึ้มร่มรื่น มีสระน้ำขนาดกลาง ล้อมรอบด้วยอาคารชั้นเดียวอีกหลายหลัง

         บ้านพักของโฮจิมินห์สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง เมื่อ 17 พ.ค. 1958และต่อเติมบันไดทางขึ้นเป็นชานพักสำหรับเดินชมตามระเบียง เมื่อ 15 ก.พ. 1977 ยกพื้นใต้ถุนสูงชั้นล่างโปร่งไม่มีผนัง เป็นที่พักผ่อนและต้อนรับแขก  มีบันไดขึ้นไปยังชั้นบน เป็นห้องสมุดและห้องทำงาน  ถัดไปจึงเป็นห้องนอน แล้วมีบันไดเดินลงมาชั้นล่าง พบว่ามีอาคารหลังหนึ่งชั้นล่างมีป้ายบอก Used Cars ซึ่งเป็นรถยนต์ที่โฮจิมินห์ได้ใช้งานในขณะที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี  คันแรกไม่ทราบยี่ห้อ หมายเลข HN 158 คันที่ 2 เป็นรถเปอร์โย 404 หมายเลข HNC 232 รอบๆ สระ จะมีไม้ผลปรากฏให้เห็นคือส้มโอ   ในสระเลี้ยงปลา มีสิ่งที่แปลกเป็นลักษณะคล้ายแท่งหินผุดโผล่ขึ้นรอบริมสระ เรียกว่าหน่อผุดหรือต้นผุด มีผู้อธิบายว่าเป็นรากของต้นไม้ (ห้ามแตะต้อง)

        ออกนอกบริเวณบ้านพักลุงโฮแล้ว ไม่ไกลนักจะพบวัดเจดีย์เสาเดียว (Chua Mot Cot) ที่สร้างไว้ในปี 1592 สมัยราชวงศ์หลี  ชาวเวียดนามเรียกว่า”จัวโมดโกด” บางคนเรียกว่า “เดียนหวู” (วัดแห่งความรัก) เคยถูกฝรั่งเศสเผา ได้ทำการซ่อมแซมใหม่ในปี พ.ศ.2498 มีเจดีย์ไม้ตั้งอยู่บนเสาต้นเดียวกลางสระบัว  มีต้นไทรทางด้านหลังเจดีย์ ปลูกโดยประธานาธิบดีเนห์รูแห่งอินเดีย ในปี 1958 วัดเจดีย์เสาเดียว เป็นศาลาเก๋งจีนขนาดเล็ก เป็นที่ประดิษฐานของรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม 10 กร  นักท่องเที่ยวและประชาชนโดยทั่วไปจะขึ้นไปจุดธูปไหว้เพื่อขอพรและถือว่าเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง  ถัดไปก็จะเป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ประวัติการกอบกู้เอกราช (น่าเสียดายที่เวลาในการชมสถานที่สำคัญมีไม่เพียงพอ)

        10.30 น. ออกเดินทางกลับ ผ่านเมือง Ninh Binh ซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่า คล้ายกับกรุงศรีอยุธยาของไทยเราในปี ค.ศ. 1010ได้ย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่ฮานอย (Hanoi) และในปี 2010 อีกสามปีข้างหน้านี้ ฮานอยก็จะมีอาย