มองต่างมุมจากประสบการณ์

posted on 25 Dec 2011 21:28 by neungsangtien
 
มองต่างมุมจากประสบการณ์ของนักบริหารการศึกษา
 
                                                    โดย  สุรเดช  พระลับรักษา.
                                                     อดีตศึกษาธิการอำเภอบ้านไผ่ จ.ขอนแก่น
------------------------------------------------------------------------
 
          ประสบการณ์ของนักบริหารแต่ละคน แต่ละอาชีพหน้าที่การงาน
หรือแม้แต่ แต่ละลักษณะงาน จะมีประสบการณ์แตกต่างกันออกไป แม้ว่า
ในหลักทฤษฎีของการบริหาร กล่าวไว้ในแง่มุมทางวิชาการไว้อีกมากมาย
ก็ตาม ในแต่ละทฤษฎี ก็ไม่สามารถบริหารงานใดใดได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด
แน่นอน องค์ประกอบที่สำคัญที่สุด จะต้องนำประสบการณ์ของตน ออกมา
ใช้ สำหรับการแก้ปัญหา การต่อเติมเสริมแต่งทฤษฎี อีกไม่น้อย ผลที่ได้
ยังต้องปรับปรุง พัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาอีกด้วย (Update) การ
บริหารการศึกษา ก็เช่นเดียวกัน
 
         นักบริหารมืออาชีพแต่ละคนแต่ละอาชีพ จะมีความแตกต่าง
ในความเหมือนกันอยู่ประการหนึ่ง คือการเริ่มต้น...บางคนเริ่มต้นจาก
ความยากลำบาก เพราะเป็นประสบการณ์ใหม่...บางคนเริ่มต้นจากปัญหา
อุปสรรคในการบริหาร ก็ต้องหาวิธี หาหนทางแก้...บางคนเริ่มต้นด้วยความ
มานะพยายาม อดทน หาวิธีก็ยังไม่เจอ ลองผิดลองถูก แก้ตรงนี้ไปยุ่ง
ตรงโน้นก็ต้องอดทน....ความมุ่งมั่นตั้งใจของคนบางคน ที่เป็นผู้บริหาร
จะต้องเป็นนักบริหารให้ได้...น้อยคนนักจะเป็นนักบริหารได้โดยมีราชรถ
มาเกย(ส้มหล่น) หรืออาจจะกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า มีคนอื่นเขายกขึ้นมาให้เป็น
ดังนั้น จึงย่อมจะแตกต่างกันในเรื่อง ประสบการณ์การบริหาร นักบริหาร
มืออาชีพ จึงต้องผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก หรือกล่าวได้ว่า ความยาก
ลำบาก ปัญหาอุปสรรค สร้างความเป็นมืออาชีพ
         "กว่าจะเดินทางไกลไปจนถึง   หนทางหนึ่งพันไมล์พ้นไกลห่าง
ต้องเริ่มจากก้าวที่หนึ่งซึ่งนำทาง       เพื่อก้าวย่างต่อไปได้ตามมา"
         จงอย่าลืมว่า ความยากลำบากนั่นแหละ ที่จะช่วยสร้างความเข้มแข็ง
ให้กับตนเอง เพียงแค่จะเป็นนักบริหาร เจอปัญหานิดหนึ่งก็คิดว่ายาก
ลำบากแล้ว เช่นนี้เชื่อเลยว่า เป็นนักบริหารไม่ได้หรอก
        "อยากจะบินให้ถึงซึ่งจุดหมาย   เท่าที่ปลายปีกกว้างจะกางร่อน
โผลงจับกิ่งไม้ในดงดอน                 ที่แดดอ่อนดินอุ่นกรุ่นกระไอ
มองดูพรายสายน้ำยามล่องลอย        จวบดาวพร้อยจนรุ่งรางสว่างไสว
ค้นให้พบความลับคับข้องใจ             เพื่อคว้าชัยในวันรุ่งของพรุ่งนี้"
       
        ต้องรู้จักปรับเปลี่ยนรูปแบบหรือวิธีการในการทำงาน
        การรู้จักใช้คน เป็นส่วนหนึ่งของการปรับเปลี่ยนรูปแบบและวิธีใน
การทำงาน  เป็นนักบริหารมีเพื่อนร่วมงานมากบ้างน้อยบ้าง เป็นธรรมดา
ของหน่วยงาน องค์กร แต่ท่านรู้ข้อมูลของแต่ละคนหรือไม่ว่า เขามี
อะไรอยู่ในตัวบ้าง (หมายถึงความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ ใน
งานที่ทำ)หรือจะรู้เพียงว่า เขาเรียนจบอะไรมา แล้วก็มอบหมายงาน
ให้ทำเลยทันที อย่างนี้  ถ้าเป็นงานราชการก็พอจะกล้อมแกล้มรับได้บ้าง
(ขาดบุคลากร) แต่ถ้าเป็นงานธุรกิจ อาจจะไปไม่รอด ไม่ขาดทุนก็
หมายความว่า ไม่มีกำไร เพราะอะไร?ตอบง่ายๆ ก็คือ เขายังขาด
ประสบการณ์ การรู้จักใช้คน งานใดที่จะต้องใช้คน ที่มีอุปนิสัยอ่อนน้อม
ถ่อมตน งานใดที่จะต้องใช้ความมานะพยายาม  งานใดที่จะต้องใช้
ความสามารถเฉพาะตัว หรืองานใดที่จะมอบหมายให้ใคร
จึงจะเหมาะสม และอื่นๆ การรู้จักใช้คน จึงเป็นตัวเลือกประการหนึ่ง
       ต้องรู้จักทำงานเอง (หมายถึงการทำงานเป็น รู้ว่างานนั้นๆ มี
ลักษณะงานเป็นอย่างไร เกี่ยวข้องกับส่วนอื่นอย่างไร เช่น บุคคล
องค์กร  กฎหมาย  ผลที่เกิด ฯลฯ) ยิ่งมีประสบการณ์มาก่อนในงาน
นั้นๆ ก็ยิ่งจะสามารถมองผลงานของบุคลากรได้ตรงชัด เข้าใจ
สามารถให้การชมเชย สนับสนุน คำแนะนำในการปรับปรุง พัฒนา
ได้อย่างถูกต้อง (ซึ่งอย่าให้เกิดการโต้แย้งจากบุคลากร อันเนื่อง
มาจาก เขาทำถูกต้อง แต่ผู้บริหารไม่รู้เรื่องแล้วยังตำหนิเขา เป็นต้น)
        ใช้พระเดช 30% ใช้พระคุณ 70% งานที่เสียไปส่วนหนึ่งของ
ผู้บริหาร มักจะใช้พระเดช (อำนาจ  ความเด็ดขาด ความเป็นผู้สั่ง
หรือแม้กระทั่งบางคนใช้ความเป็นนาย) แต่งานที่มักจะสำเร็จอย่าง
สมบูรณ์ส่วนใหญ่ เกิดจาก ผู้บริหารที่สร้างความอบอุ่น ความเป็น
กันเองที่วางตนอย่างเหมาะสม เป็นกำลังใจในการทำงาน แนะนำ
และใส่ใจในการทำงานของบุคลากร ซึ่งขณะเดียวกันก็ไว้วางใจ
ให้เขาทำงาน ไม่ใช่ไปคอยจับผิดในการทำงานใดใด ของบุคลากร
การรู้จักเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ  แสดงออกของความมีน้ำใจ ฯลฯ
        ต้องใช้ภาวะผู้นำในการบริหารงาน ความเป็นผู้นำของผู้บริหาร
จะเป็นบทบาทสำคัญในฐานะผู้บริหาร  ประการสำคัญที่สุด จะต้อง
ให้บุคลากร ยอมรับในความรู้ ความสามารถ  เชื่อมั่นทั้งบุคลิกภาพ
ความรับผิดชอบ  สามารถเป็นเกราะปกป้องบุคลากรหรือเพื่อน
ร่วมงาน เมื่อบางครั้งเกิดความผิดพลาดในการทำงาน ได้  มิใช่
ผู้บริหารสั่ง..บุคลากรทำ..เมื่อผิดพลาด ผู้บริหารปัดความ
รับผิดชอบ ไปยังบุคลากรผู้ปฏิบัติตามคำสั่ง หรือบางครั้ง นอกจาก
โยนความผิดแล้ว ก็ยังกล่าวตอกย้ำในการกระทำนั้นๆ อีกด้วย
        ต้องใช้เครดิตของความเป็นผู้บริหาร..ปกติแล้ว ผู้บริหาร
แต่ละคน มักจะสร้างเครดิตตนเองในวงการหรือสังคม แตกต่างกัน
ออกไป ตามฐานานุรูป แต่มักจะเป็นเครดิตทางบวกมากกว่าทางลบ
ดังนั้น ผู้ร่วมงานก็จะมองเครดิตของผู้บริหาร ว่า มีน้ำยาหรือไม่
ในการทำงาน หรือว่าทำอย่างไรก็ได้  ดังนั้นความสำเร็จ หรือสัมฤทธิผล
ของงาน เป็นตัวบ่งชี้ความมีเครดิตของผู้บริหาร ด้วยเช่นกัน ผู้บริหาร
จึง ควรจะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ร่วมงาน ความเชื่อมั่นในที่นี้
ย่อมจะหมายถึง ความรู้ความสามารถ บุคลิกภาพ สถานะและฐานะ
ที่มั่นคง อีกดวย
        ต้องเป็นผู้ประสานสิบทิศ (หรือมากกว่านั้น) รู็จักเข้าหาผู้ใหญ่
ผู้เสมอกัน ผู้น้อย  ด้วยลักษณะอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ยกตนข่มท่าน
ไม่อวดตน รับฟังและให้ความสำคัญในความคิดเห็นของผู้อื่น อย่า
ได้มีการขัดแย้งทันที ด้วยความไม่พอใจ ในขณะที่เราเข้าหาผู้อื่น ต้อง
ใช้ความเป็นผู้ดี มีสัมมาคารวะ ตามวัยวุฒิ คุณวุฒิ ก็จะทำให้งานนั้นๆ
ได้รับความร่วมมือ และเป็นส่วนช่วยให้งานสำเร็จไปได้ด้วยดี ผู้บริหาร
ควรที่จะทำได้
        "ยอดไม้ย่อมอ่อนสลวยตั้งไว้ในที่สูง พุ่งขึ้นสู่เบื้องบนฉันใด
บุคคลที่อ่อนโยน ย่อมตั้งไว้ในฐานอันเป็นที่รัก ได้รับความไว้วางใจ
ให้ขึ้นสู่ฐานะเบื้องสูง เช่นเดียวกัน  บุคคลที่แข็งกระด้าง รังแต่จะตก
ลงสู่ที่ต่ำ เสมือนก้อนกรวด ที่หนักหน่วงถ่วงตัวเองกระนั้น"
 
        แก้ปัญหาทันที อย่าทิ้งปัญหาไว้ให้ผู้อื่น อย่าหนีปัญหา
        นักบริหาร ผู้บริหาร ย่อมไม่พ้นจากปัญหา ส่วนจะมากจะน้อย
อาจแตกต่างกันในแต่ละงานแต่ละองค์กร ปัญหาทุกปัญหาย่อมมี
แนวทางของมันที่จะแก้ แม้บางครั้งปัญหาเป็นเพียงแค่ "เส้นผมบังภูเขา"
แต่เรากลับมองเป็นปัญหาหนักเท่าภูเขา หากจำเป็นมากในเรื่องของ
ปัญหา ก็ให้วางไว้ (ไม่ใช่วางไว้เลยแล้วไม่สนใจนะครับ) แล้วต้องคิดแก้
เพื่อเป็นบทเรียนที่จะแก้หรือป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะนั้นๆอีก
เราได้ยินอยู่เสมอๆ ว่า "ปัญหามีไว้ให้แก้" การที่เราจะแก้ปัญหา เราอาจ
ต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่ๆ ขึ้นมาบ้าง ต้องเข้าใจถึงสาเหตุ ปัจจัยทำให้เกิด
ส่งผลให้เป็นปัญหา  ผลลัพธ์ของปัญหาเกิดความเสียหายต่อส่วนใด
ระบบหรือบุคคล จงคิดเสมอว่าที่ใดๆ ก็ย่อมมีปัญหาด้วยกันทั้งนั้น จะหนัก
จะเบา ท่านต้องรับไว้ก่อน ขอยกตัวอย่างจากประสบการณ์ตรง..เช่น
เจ้าหน้าที่ มักจะมาทำงานสายอยู่เป็นประจำ อ้างเหตุผลได้ทุกอย่าง
ไม่ว่าจะเป็น..รอรถประจำทาง  ต้องไปส่งลูกที่โรงเรียน  ไม่สบาย ฯลฯ
หรือ เจ้าหน้าที่รับงานไว้แล้วเก็บงาน ไม่เสนอผู้บริหาร จนถูกทวงงาน
หรือ แอบอ้างเอาผู้บริหารบังหน้า เพื่อเบียดบังกระทำการทุจริตหรือ
คอรัปชั่น เหล่านี้ ท่านทำอย่างไร? ปัญหาที่ถูกแก้แล้วกับบุคลหนึ่ง อาจ
ไม่สามารถใช้แก้กับอีกบุคคลหนึ่งได้  เพราะสาเหตุและปัจจัยไม่เหมือนกัน
ดังนั้น สาเหตุและปัจจัย จึงเป็นตัวสำคัญที่เราจะต้องมองเพื่อแก้ปัญหา
ให้ถูกจุด
        "ทำตนให้ถูกต้อง  ปกครองผู้อื่นจะยากอะไร
หากไม่ทำตนให้ถูกต้อง  จะแก้ไขผู้อื่นได้ฉันใด"
 
        ทำงานกับผู้อื่น ต้องประสมกลมกลืน
        ในองค์กรเราต้องทำงานกับคน มากบ้างน้อยบ้าง เมื่อเราต้องทำงานกับคน เราต้องเปิดโอกาส ให้ผู้ร่วมงาน ร่วมกิจกรรม ได้แสดงออกในความรู้ความสามารถของเขาอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนของความคิดเห็น อย่ามองว่าผู้อื่นไม่มีความคิด หรือคิดไม่เหมือนกับตนแล้วจะไม่ยอมรับ อย่าทำตัวให้เป็น "หัวเดียวกระเทียมลีบ" แล้วใครเขาอยากจะทำงานกับคนที่ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นบ้างล่ะ อย่างน้อย การมีส่วนร่วมของบุคคลอื่นในการทำงาน ก็ย่อมจะเอื้อประโยชน์ให้เกิดขึ้นได้ นั่นคือ ได้ประโยชน์ร่วมกัน  แล้วประโยชน์ร่วมกันอยู่ตรงไหนล่ะ? ก็ต้องตอบว่า
        ถ้าเกี่ยวกับคนหรือบุคลากร ก็อยู่ที่งานนั้นๆ สำเร็จ มีผลงาน มีความชอบ ทั้งตัวบุคคลและองค์กร
        ถ้าเกี่ยวกับการศึกษา ก็จะอยู่ที่ตัวเด็ก อยู่ที่สังคม อยู่ที่ประเทศชาติ
        ถ้าเกี่ยวกับธุรกิจ  ไม่ว่าจะเป็นการค้า หรือการเงิน การธนาคาร แม้การปกครอง  ก็อยู่ที่การ
บริการ และผู้บริโภคหรือลูกค้า  อาชีพอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน
        "เดินไปกับอีกสองคน ย่อมมีครูของเราอยู่ในสองคนนั้นด้วย  เอาความคิดและการกระทำที่ดีของเขา เป็นแบบอย่างในการประพฤติปฏิบัติ  เอาความคิดและการกระทำที่ไม่ถูกต้อง เป็นบทเรียนสอนตนเองไม่ให้ประพฤติปฏิบัติ"
 
          การบริหารเวลา ตลอดถึงการวางแผนทุกระยะ
          นักบริหาร ไม่รู้จักบริหารเวลา ไม่เห็นความสำคัญของเวลา จะ