มุมมอง: ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม

                                                                                    สุรเดช  พระลับรักษา1

 

                ในสังคมโลก ไม่ว่าอดีต ปัจจุบันหรืออนาคต ไม่ว่าสังคมเล็กหรือสังคมใหญ่ ในระดับชุมชนเล็กๆจนถึงระดับโลก ไม่ว่าองค์กรทางการเมืองหรือองค์กรทางการศึกษา ตลอดจนเครือข่ายองค์กรทางธุรกิจ หรือองค์กรใดๆ ที่เกิดขึ้นทั่วไปในโลก ย่อมจะต้องมีผู้นำขององค์กรซึ่งอาจจะถูกเรียกชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งตามประเภทหรือชนิดขององค์กรนั้นๆ ส่วนผู้นำจะเป็นใครหรือผู้นำ จะพาให้องค์กรประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายหรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทั้งนี้ย่อมจะมีปัจจัยและองค์ประกอบ ซึ่งขึ้นอยู่กับคุณลักษณะของผู้นำหรือภาวะผู้นำอยู่ด้วย สมัยโบราณมนุษย์มีความเชื่อว่า การเป็นผู้นำเป็นเรื่องของความสามารถที่เกิดขึ้นเฉพาะตระกูล หรือเฉพาะบุคคลและสืบเชื้อสายกันได้  บุคลิกและลักษณะของการเป็นผู้นำ  เป็นสิ่งที่มีมาแต่กำเนิดและเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัว  สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้  ผู้ที่เกิดในตระกูลของผู้นำย่อมจะต้องมีลักษณะผู้นำด้วย

               ทฤษฎีภาวะผู้นำได้มีการศึกษา พัฒนา และเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย  ตั้งแต่ ค.ศ.1930 - 1940  ซึ่งมี Gardner2 ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับ ทฤษฎีคุณลักษณะภาวะผู้นำ (Trait Theories)  โดยอาศัยแนวคิด  จากบุคคลที่เคยเป็นผู้นำในสมัยโบราณ  เช่น พระเจ้า นโปเลียน, ฮิตเลอร์, พ่อขุนรามคำแหงมหาราช, สมเด็จพระนเรศวรมหาราช  สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  เป็นต้น  ซึ่งมีผลงานปรากฏในประวัติศาสตร์ ในการเป็นผู้นำ  Gardner (1990) ได้เสนอว่าคุณลักษณะของผู้นำควรประกอบไปด้วยการมีสุขภาพทางร่างกายที่สมบูรณ์ มีความเฉลียวฉลาด มีความสามารถในการตัดสินใจในบทบาทของตน มีความเชื่อมั่นในตนเอง ปรับตัวได้ มีความยืดหยุ่นตามสมควร มีความพร้อมที่จะรับผิดชอบงาน มีสมรรถภาพในการทำงาน เข้าใจผู้ร่วมงาน และความต้องการของผู้ร่วมงาน มีทักษะในการสื่อสาร มนุษย์สัมพันธ์ การจูงใจ และมีความต้องการความสำเร็จในงาน  ในส่วนของการประเมินประสิทธิภาพของภาวะความเป็นผู้นำสามารถที่จะพิจารณาได้จากความพึงพอใจของกลุ่ม ผลผลิตของกลุ่ม และความมีผลงานที่ดีปรากฏออกมา ซึ่งมีผลการศึกษาใน 2 แนวทาง คือ

----------------------------------------------------------- 

1  ข้าราชการบำนาญ, นักบริหารการศึกษา อดีตศึกษาธิการอำเภอบ้านไผ่ ขอนแก่น                                                                                                                                                                                                    2  Gardner, JW. (1990).  On  Leadership. New York: A Division of Macmillan.

________________________________________________________________________

1. The Ttasks  of  Leadership : กล่าวถึงงานที่ผู้นำจำเป็นต้องมี ได้แก่  มีการกำหนดเป้าหมายของกลุ่ม,  มีบรรทัดฐานและค่านิยมของกลุ่ม, รู้จักสร้างและใช้แรงจูงใจ, มีการบริหารจัดการ, มีความสามารถในการปฏิบัติการ, สามารถอธิบายได้ เป็นตัวแทนของกลุ่ม, แสดงถึงสัญลักษณ์ของกลุ่ม และมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

2. Leader – Constituent  Interaction  เชื่อว่าผู้นำต้องมีพลังวิเศษเหนือบุคคลอื่นหรือมีอิทธิพลเหนือบุคคลอื่นๆเพื่อที่สนองตอบความต้องการขั้นพื้นฐาน  ความคาดหวังของบุคคล  และผู้นำต้องมีความเป็นตัวของตัวเอง   สามารถพัฒนาตนเองและพัฒนาให้ผู้ตามมีความแข็งแกร่ง  และสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตนเองอย่างอิสระทฤษฎีนี้พบว่า ไม่มีคุณลักษณะที่แน่นอนหรือชี้ชัดของผู้นำ เพราะผู้นำอาจไม่แสดงลักษณะเหล่านี้ออกมา

ธร สุนทรายุทธ3 ได้กล่าวถึงการศึกษาภาวะผู้นำในแนวคิดนี้ ว่า การเป็นผู้นำขึ้นอยู่กับลักษณะส่วนบุคคลว่าจะเหมาะเป็นผู้นำหรือไม่ คุณลักษณะของผู้นำชนิดนี้อาจจะมาจากพันธุกรรมหรือสิ่งแวดล้อมก็ได้ มีผู้พยายามจะศึกษาคุณลักษณะผู้นำทางกาย ซึ่ง อริสโตเติล (Aristotle) เชื่อว่าความเป็นผู้นำเริ่มมาแต่กำเนิด จึงเกิดทฤษฎีผู้ยิ่งใหญ่ (the great man theory) และเชื่อกันมาจนถึงปี ค.ศ. 1950 ความเชื่อเรื่องความเป็นผู้นำโดยคุณลักษณะนี้ พยายามจำแนกผู้นำออกเป็น ผู้ที่มีคุณลักษณะทางกายและทางจิตวิทยาที่ผู้นำนั้นเกี่ยวข้อง ซึ่งพยายามอธิบายพฤติกรรมผู้นำนั้น ดังนั้นผู้ที่มีความเชื่อตามแนวคิดนี้ จึงพยายามที่จะแยกคุณสมบัติพิเศษที่ติดมากับผู้นำว่าแตกต่างกับบุคคลอื่นโดย ทั่วไป เช่น ศึกษาภาวะผู้นำ ตามคุณลักษณะโดยวิเคราะห์ประวัติบุคคลสำคัญ ซึ่งพบว่าบุคคลสำคัญ ๆ มีพฤติกรรมเป็นผู้นำที่เกิดจากคุณลักษณะเป็นส่วนมาก โดยคุณลักษณะของผู้นำนั้นอาจจำแนกเป็น 3 ลักษณะ คือ (1) ลักษณะทางกาย พบว่าผู้นำที่เป็นหัวหน้าจะมีความสูง และมีน้ำหนักมากกว่าคนปกติโดยเฉลี่ย (2) ลักษณะทางสติปัญญา พบว่าสติปัญญามีความสัมพันธ์กับความเป็นผู้นำ ผู้นำที่มีความสามารถทางสมองสูงกว่าคนอื่น ๆ จะเป็นผู้ได้รับการยอมรับให้เป็นผู้นำ (3) ลักษณะบุคลิกภาพ เช่น ความเชื่อมั่นในตนเอง ความสามารถในการปรับตัว การมีลักษณะเด่น การเป็นคนเปิดเผยไม่เก็บตัว และความสามารถในการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น คุณลักษณะดังกล่าวมักจะพบในผู้นำมากกว่าคนปกติ

-------------------------------------------------------

3  ธร สุนทรายุทธ, ม.ป.ป., หลักการและทฤษฎีทางบริหารการศึกษา. มหาวิทยาลัยบูรพาคณะศึกษาศาสตร์.หน้า 98-99

________________________________________________________________________

             สมยศ นาวีการ4 การวิจัยความเป็นผู้นำเริ่มแรกส่วนใหญ่จะพยายามเปรียบเทียบระหว่าง คุณลักษณะของบุคคลที่กลายเป็นผู้นำและบุคคลที่เป็นผู้ตาม และระบุคุณลักษณะของผู้นำที่มีประสิทธิภาพ สมมติฐานที่รองรับของนักวิจัยคุณลักษณะดูเสมือนว่าผู้นำจะเป็นโดยกำเนิด ไม่ใช่ถูกสร้างขึ้นมา แม้ว่าผลลัพธ์ของการค้นหาคุณลักษณะเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการระบุ คุณลักษณะเด่นของผู้นำ รายการคุณลักษณะที่สำคัญของความเป็นผู้นำมีอยู่อย่างไม่จบสิ้น และได้เพิ่มมากขึ้นทุกที โดยไม่ได้แสดงให้เห็นเลยว่าเราจะมีกลุ่มของคุณลักษณะที่แน่นอนที่สามารถแบ่ง แยกระหว่างผู้นำที่บรรลุความสำเร็จ และไม่บรรลุความสำเร็จ แม้ว่าคุณลักษณะเช่นบุคลิกภาพจะปรากฏเป็นปัจจัยที่สำคัญ บุคลิกภาพจะเป็นเพียงส่วนน้อยของปัจจัยหลายอย่างที่มีส่วนช่วยต่อความเป็น ผู้นำที่มีประสิทธิภาพ วิธีการศึกษาเชิงคุณลักษณะได้สูญเสียความนิยมไป แม้ว่านักวิจัยบางคนจะยังค้นหาคุณลักษณะของความเป็นผู้นำอยู่ ข้อสรุปเบื้องต้นของการศึกษาเหล่านี้จะอยู่ที่ว่าผู้นำโน้มเอียงที่จะมีสติ ปัญญา ความไว้วางใจ สถานภาพทางสังคมเศรษฐกิจ และความสูงกว่าผู้ตามของพวกเขา แต่ผลลัพธ์ของการศึกษาเหล่านี้จะไม่แน่นอน ข้อบกพรองที่สำคัญของทฤษฎีเชิงคุณลักษณะคือ เราไม่มีคุณลักษณะของผู้นำที่ถูกค้นพบว่าเกี่ยวพันอย่างสม่ำเสมอกับความ สำเร็จของกลุ่ม

                ในสมัยต่อมาช่วงปี ค.ศ.1940 – 1960 แนวคิดหลักของทฤษฎี คือให้มองในสิ่งที่ผู้นำปฏิบัติและชี้ให้เห็นว่าทั้งผู้นำและผู้ตามต่างมีอิทธิพลซึ่งกันและกัน นักทฤษฎีในสมัยนั้น ได้แก่ Kurt Lewin, Rensis  Likert, Blake and Mouton และ Douglas McGregor จากแนวคิดของนักทฤษฎีสมัยนี้ เป็นแนวทางที่สอดคล้องกันในลักษณะทฤษฎีพฤติกรรมผู้นำ (Behavioral Theories) และต่อจากนั้นก็มีการพัฒนาแนวคิดสร้างทฤษฎีขึ้นมาอีก เป็นทฤษฎีตามสถานการณ์ (Situational or Contingency Leadership) ซึ่งมีนักทฤษฎีอีกหลายคน เช่น ทฤษฎี 3 – D Management Style ของ Reddin, Theory Z Organization ของ William Ouchi, ทฤษฎี Life – Cycle Theories ของ Hersey  and Blanchand,ทฤษฎี Fiedler’s Contingency Model of Leadership Effectiveness ของ Fiedler ซึ่งเขาได้สรุปว่า ภาวะผู้นำที่มีประสิทธิภาพหรือไม่มีประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ถ้าสัมพันธภาพของผู้นำและผู้ตามดี และมีโครงสร้างของงานชัดเจน  ผู้นำจะสามารถควบคุมสถานการณ์ขององค์กรได้ 

---------------------------------------------------------  

4  สมยศ นาวีการ, 2540,  การบริหารและพฤติกรรมองค์การ. กรุงเทพมหานคร: ผู้จัดการ.หน้า 166

________________________________________________________________________

                อย่างไรก็ตามการพัฒนาแนวคิดของนักทฤษฎีนั้น การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงทางสังคม รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมของมนุษย์ ตลอดจนความต้องการตามหลักประชาธิปไตย ก็ยังผลให้เกิด ทฤษฎีบางทฤษฎี ในเวลาต่อมา เน้นการแข่งขันเพื่อชิงความเป็นเลิศ ผู้บริหารต้องเปลี่ยนแปลงตนเอง เบิร์นส์ (Burns)5 ได้เสนอทฤษฎีความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูป (Transformational Leadership Theory) เดิม เบิร์น เชื่อว่า ผู้บริหารควรมีลักษณะความเป็นผู้นำเชิงเป้าหมาย (Transactional Leadership) โดยอธิบายว่า เป็นวิธีการที่ผู้บริหารจูงใจผู้ตามให้ปฏิบัติตามที่คาดหวังไว้ ด้วยการระบุข้อกำหนดงานอย่างชัดเจน และให้รางวัล เพื่อการแลกเปลี่ยนกับความพยายามที่จะบรรลุเป้าหมายของผู้ตาม การแลกเปลี่ยนนี้จะช่วยให้สมาชิกพึงพอใจในการทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุเป้าหมายของงาน ความเป็นผู้นำเชิงเป้าหมายจะมีประสิทธิภาพสูงภายใต้สภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างคงที่ ผู้บริหารจะใช้ความเป็นผู้นำแบบนี้ดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งที่ค่อนข้างสั้น แต่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว  เบิร์นส์ สรุปลักษณะผู้นำเป็น 3 แบบ ได้แก่

1. ผู้นำการแลกเปลี่ยน (Transactional Leadership) 

              ผู้นำที่ติดต่อกับผู้ตามโดยการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน และสิ่งแลกเปลี่ยนนั้นต่อมากลายเป็นประโยชน์ร่วมกัน  ลักษณะนี้พบได้ในองค์กรทั่วไป เช่น ทำงานดีก็ได้เลื่อนขั้น  ทำงานก็จะได้ค่าจ้างแรงงาน และในการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรมีข้อแลกเปลี่ยนกับชุมชน เช่น ถ้าตนได้รับการเลือกตั้งจะสร้างถนนให้  เป็นต้น

2. ผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Transformational Leadership) 

              ผู้นำที่ตระหนักถึงความต้องการของผู้ตาม พยายามให้ผู้ตามได้รับการตอบสนองสูงกว่าความต้องการของผู้ตาม  เน้นการพัฒนาผู้ตาม  กระตุ้นและยกย่องซึ่งกันและกันจนเปลี่ยนผู้ตามเป็นผู้นำ  และมีการเปลี่ยนต่อๆกันไป เรียกว่า Domino effect ต่อไป ผู้นำการเปลี่ยนแปลงก็จะเปลี่ยนเป็นผู้นำจริยธรรม ตัวอย่างผู้นำลักษณะนี้ ได้แก่ ผู้นำชุมชน

-------------------------------------------------------- 

5  เบิร์นส์ (Burns). Burns, J. M. (1978). Leadership: Theory of leadership. New York: Harper and Row.

_________________________________________________________________________

3. ผู้นำจริยธรรม (Moral Leadership)

              ผู้นำที่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ตาม  ซึ่งผู้นำจะมีความสัมพันธ์กับผู้ตามในด้านความต้องการ (Needs) ความปรารถนา (Aspirations) ค่านิยม (Values) และควรยึดจริยธรรมสูงสุด คือ ความเป็นธรรม และความยุติธรรมในสังคม ผู้นำลักษณะนี้มุ่งไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ตอบสนองความต้องการ และความจำเป็นอย่างแท้จริงของผู้ตาม ตัวอย่างผู้นำจริยธรรม ที่สำคัญ คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ท่านทรงเป็นนักวางแผนและมองการณ์ไกล นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง เช่น โครงการอีสานเขียว โครงการน้ำพระทัยจากในหลวง โครงการเศรษฐกิจแบบพอเพียง และโครงการแก้มลิง เป็นต้น

                มุมมอง...ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม ผู้เขียน มีความเห็นว่า ผู้นำจริยธรรม เป็นเรื่องของความละเอียดอ่อนเฉพาะบุคคล ก่อนอื่นต้องเข้าใจความหมายของ จริยธรรมให้ชัดเจนว่า อย่างไรจึงจะเรียกว่า “จริยธรรม” ความหมายของคำว่าจริยธรรม (Online)6 มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า จริยศาสตร์ นอกจากนี้ ยังมีคำที่มีความหมายใกล้เคียงกันอีกหลายคำ บางครั้งก็มีการนำมาใช้แทนกัน ซึ่งให้ความหมายทั้งที่เหมือนกันและแตกต่างกัน ดังนั้น การทำความเข้าใจความหมาย และขอบข่ายของจริยธรรมกับศัพท์เกี่ยวข้องในหลายมุมมอง ทำให้ทราบถึงทรรศนะมุมมองของผู้รู้ต่าง ๆ ที่พยายามศึกษาแนวคิดจริยธรรมในด้านที่แตกต่างกันออกไป โดยทั่วไปเมื่อกล่าวถึงคำว่าจริยธรรม ผู้ฟังหรือผู้อ่านมักจะพิจารณาอยู่ในกรอบคิดเกี่ยวกับศาสนา ทั้งนี้ เพราะคำสอนทางศาสนามีส่วนสร้างระบบจริยธรรมให้สังคม ดังคำกล่าวของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ว่า “จริยธรรมของสังคมไทย ขึ้นอยู่กับระบบศีลธรรมของพุทธศาสนาว่า กำหนดหลักในการปฏิบัติในชีวิตประจำไว้อย่างไร หลักจริยธรรมก็จะกำหนดให้ปฏิบัติตามน